ทัวร์เกาะไซปรัส ดินแดนเทพีอะโฟรไดท์
ทัวร์
ยุโรป
ระยะเวลา
9 วัน 6 คืน
สายการบิน
วันเดินทาง
9-16 ตุลาคม 2563
Hilight

     โกลบอล ฮอลิเดย์ เปิดเส้นทางใหม่สู่เกาะ 2 แผ่นดิน “เกาะไซปรัส” เป็นเกาะใหญ่ที่โดดเด่นในบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศตุรกีและตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศกรีซ มีพื้นที่ทั้งหมด 9,251 ตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 1.2 ล้านคน เป็นคนเชื้อชาติกรีก 77% และเชื้อสายตุรกี 18% และเชื้อชาติสายอื่นๆ 5% โดยมีเมืองหลวงชื่อ “นิโคเซีย” ปัจจุบันทั้งเกาะไซปรัสและเมืองหลวงนิโคเซียถูกแบ่งออกเป็น 2 โซน คือ โซนเหนือและโซนใต้ ที่ต่างก็แยกกันปกครองดินแดนของตนเอง โดยมีกองกำลังทหารของสหประชาชาติอยู่ระหว่างกลาง
      ประเทศไซปรัส หรือ สาธารณรัฐไซปรัส เป็นประเทศที่เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไซปรัสกรีกที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของเกาะ

     สาธารณรัฐตุรกีแห่งนอร์เทิร์นไซปรัส เป็นดินแดนที่ไม่มีการรับรองจากสหประชาชาติว่าเป็นประเทศยกเว้นประเทศตุรกี ตั้งอยู่บนพื้นที่ทางตอนเหนือของไซปรัส โดยมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไซปรัสตุรกีได้ประกาศแยกประเทศจากสาธารณรัฐไซปรัสด้วยสาเหตุจากสงครามไซปรัสในปีค.ศ.1974 โดยได้รับรองจากตุรกี ซึ่งทำให้นอร์เทิร์นไซปรัสต้องพึ่งพิงประเทศตุรกีในทุกๆด้าน

แผนการท่องเที่ยว
  • Day 1
    กรุงเทพฯ - ดูไบ
    • 23.30 น. พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ชั้น 4 ประตู 7 เคาน์เตอร์ T โดยสายการบิน EMIRATES  AIRLINE โดยมีเจ้าหน้าที่บริษัทคอยให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกในการเช็คอินด้านสัมภาระและเอกสารให้กับท่าน
  • Day 2
    ดูไบ - ลาร์นากา - ไอยา นาปา (-/L/D)
    • 02.25 น. เหินฟ้าสู่ ดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเที่ยวบิน EK371 BKK-DXB (02.25-05.35)
      (ใช้เวลาบิน 6 ชั่วโมง 10 นาที)
      05.35 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติดูไบ รอเปลี่ยนเครื่องบินเพื่อเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทาง เมืองลาร์นากา 
      08.00 น. เหินฟ้าสู่ เมืองลาร์นากา ประเทศไซปรัส โดยเที่ยวบิน EK109 DXB-LCA (08.00-11.10)
      (ใช้เวลาบิน 4 ชั่วโมง 10 นาที)
      11.10 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติลาร์นากา เมืองลาร์นากา (Larnaca) ประเทศไซปรัส (Cyprus) หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรแล้ว เชิญพบกับไกด์ท้องถิ่น นำท่านมุ่งหน้าสู่ย่านใจกลางเมืองลาร์นากาตรงไปยังร้านอาหาร
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน 
      บ่าย ออกเดินทางไปยัง เมืองไอยา นาปา (Ayia Napa) เป็นเมืองริมทะเลที่มีชายหาดสวยงามและมีจุดชมวิวที่สวยงามหลายแห่ง เมืองนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะไซปรัส 
      < ลาร์นากา - ไอยา นาปา มีระยะทางราว 50 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 60 นาที > 
      นำท่านแวะชมจุดชมวิว สะพานรัก (Love Bridge) จุดถ่ายภาพวิวทะเลกับบรรยากาศท้องฟ้าสีสดใสที่ตัดกับน้ำทะเลสีฟ้า สามารถเก็บภาพแบบพาโนรามา 360 องศา อิสระให้ท่านได้เพลินเพลินกับบรรยากาศโดยรอบ
      จากนั้นนำท่านเดินทางต่อไปยังจุดชมวิวที่เป็นแลนด์มาร์คของเกาะนี้ ณ หมู่ถ้ำทางทะเล (Sea Caves) ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมาก อิสระให้ท่านได้ชมความสวยใสของน้ำทะเลและหมู่ถ้ำที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติจัดสรร พร้อมเก็บภาพบรรยากาศโดยรอบๆและสัมผัสไอเย็นจากลมทะเลแบบชื่นอุรา 
      หากมาเยือนถึงเกาะไซปรัสต้องไม่พลาดที่จะมาชมบรรยากาศพระอาทิตย์ตกดินที่นี่ จุดชมวิวบลูลากูน (Blue Lagoon Viewpoint) เป็นจุดชมวิวที่มีชื่อเสียงและสวยงามแห่งหนึ่งของเกาะไซปรัส อิสระให้ท่านดื่มด่ำกับบรรยากาศยามเย็นพระอาทิตย์ตกดิน 
      ได้เวลาพอสมควร นำท่านเดินทางกลับไปยังโรงแรมที่พัก
      ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
      เข้าสู่โรงแรมที่พัก Sun Hall Hotel 4*, Larnaca หรือเทียบเท่า
  • Day 3
    ลาร์นากา - หมู่บ้านเลฟคารา - มรดกโลกซอยโรคอยเทีย - ลีมาซอล (B/L/D)
    • เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
      นำท่านเดินทางสู่ เมืองลีมาซอล (Limassol) ตั้งอยู่ทางตอนใต้บริเวณใกล้ชายฝั่งประเทศไซปรัส ตัวเมืองทอดยาวขนานกับชายฝั่งทะเล เป็นเมืองใหญ่อันดับสองรองจากเมืองหลวงนิโคเซีย 
      < ลีมาซอล - พาโน เลฟคารา มีระยะทางราว 40 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 50 นาที >
      ระหว่างทาง นำท่านแวะเที่ยวชม หมู่บ้านเลฟคารา (Lefkara Village) เป็นหมู่บ้านเล็กๆแต่น่ารักและมีชื่อ เสียงในด้านการผลิตลูกไม้และงานหัตถกรรมฝีมือ ตามเรื่องเล่าท้องถิ่นกล่าวไว้ว่า เลโอนาร์โด ดา วินชีได้ซื้อผ้าลูกไม้จากหมู่บ้านแห่งนี้ในปีค.ศ.1481ไปวางคลุมแท่นบูชาในมหาวิหารมิลาน ประเทศอิตาลี จึงทำให้ที่นี่เป็นที่รู้จักมากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นหมู่บ้านที่มีการอนุรักษ์อาคารบ้านเรือนไว้เป็นอย่างดีและมีร้านกาแฟลุคโบราณให้นั่งดื่มแบบชิลๆ ที่นี่จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอีกหนึ่งแห่ง
      < พาโน เลฟคารา - ชอยโรคอยเทีย มีระยะทางราว 13 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที >
      เดินทางไปชมมรดกโลก หมู่บ้านชอยโรคอยเทีย (Choirokoitia) สถานที่สำคัญทางโบราณคดีเพราะเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในยุคหินใหม่ ช่วงราว 4,000-7,000 ปีก่อนคริสตกาล ที่นี่ถูกขุดค้นพบปรากฏว่าเป็นสังคมเกษตรกรรมและปศุสัตว์ องค์การยูเนสโก้จึงได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกในปีค.ศ.1998
      < ชอยโรคอยเทีย - ลีมาซอล มีระยะทางราว 40 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาที >
      นำท่านเดินทางต่อไปยัง เมืองลีมาซอล (Limassol) เป็นเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศไซปรัส มีประชากรราว 235,000 คน ลีมาซอลเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญและเป็นศูนย์กลางการทำธุรกิจระหว่างประเทศในไซปรัส
      จึงทำให้ลีมาซอลมีมาตรฐานความเป็นสากลมากกว่าเมืองอื่นๆ โครงการพัฒนาปรับปรุงย่านเมืองเก่าและท่าเรือเก่าทำให้การท่องเที่ยวสะดวกสบายและน่าสนใจมากขึ้น ลีมาซอลถูกจัดอันดับโดย TripAdvisor ให้
      อยู่ในอันดับ 3 ใน 10 จุดหมายปลายทางยอดฮิตที่เริ่มเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
      บ่าย นำท่านเดินทางลัดเลาะขึ้นไปทางทิศเหนือของเมืองลีมาซอล  ตามเส้นทางไวน์ Koumandaria Wine Route เพื่อนำท่านไปชมโรงผลิตไวน์และวิธีการบ่มไวน์ซึ่งอุตสาหกรรมพื้นบ้านตามหมู่บ้านไวน์ที่คนท้องถิ่นเรียกว่า Krassochoria เชิญท่านฟังตำนานแห่งไวน์พร้อมจิบชิมไวน์หวาน (Dessert Wine) ของที่นี่ ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกมานานหลายศตวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไวน์ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดไวน์เมื่อช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 อย่าง Commandaria Wine มีคำกล่าวกันว่าไซปรัสมีการผลิตไวน์หวานมายาวนานอย่างต่อเนื่องที่เก่าแก่ที่สุดของโลก หากท่านมาถึงไซปรัสแล้วไม่ซื้อไวน์ติดไม้ติดมือกลับไปด้วย แปลว่ายังมาไม่ถึง
      จากนั้นนำท่านเดินทางไปชม ย่านเมืองเก่า (Old Town) แถบบริเวณจัตุรัสซาลิโปลู ถือเป็นจุดพบปะสังสรรค์และศูนย์กลางของเมืองที่มีร้านกาแฟ ร้านค้า ร้านอาหารต่างๆตั้งเรียงรายอยู่รอบจัตุรัส แล้วนำท่านเดินไปชม ปราสาทลีมาซอล (Limassol Castle) เป็นปราสาทเก่าทำด้วยหินทรายซึ่งสร้างขึ้นในช่วงปลายคริสต์ ศตวรรษที่ 12 โดยสร้างทับสิ่งปลูกสร้างเก่าที่เป็นโบสถ์คริสต์ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 4-7 กาลต่อมาปราสาทแห่งนี้ได้เสียหายหนักครั้งแล้วครั้งเล่าจากการรุกรานของข้าศึกและแผ่นดินไหว ส่วนตัวปราสาทที่เห็นอยู่ในปัจจุบันเกิดจากการก่อ สร้างขึ้นใหม่โดยพวกออตโตมันในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ที่ยังคงยึดการก่อสร้างตามรูปแบบโครงสร้างเดิม ปัจจุบันถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงวัตถุโบราณต่างๆที่เก่าแก่และมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่ขุดค้นพบในไซปรัสช่วงยุคกลาง  
      ได้เวลาพอสมควร นำท่านไปยัง ท่าเรือเก่า (Old Habour) เพื่อเตรียมตัวขึ้นเรือ โดยนำท่านล่องเรือชื่นชมบรรยากาศแห่งท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พร้อมดื่มด่ำกับธรรมชาติและเพลิดเพลินไปกับวิวทิวทัศน์โดยรอบอันสวยงามยามพระอาทิตย์ใกล้อัสดง
      เย็น รับประทานอาหารเย็น
      เข้าสู่โรงแรมที่พัก Mediterranean Beach Hotel 4*, Limassol หรือเทียบเท่า
  • Day 4
    ลีมาซอล - คัวรีออน - ปาฟอส - ลีมาซอล (B/L/D)
    • เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม 
      < ลีมาซอล - คัวรีออน มีระยะทางราว 20 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที >
      ออกเดินทางสู่ เมืองคัวรีออน (Kourion) ตั้งอยู่ทางชายฝั่งทะเลตอนใต้ของไซปรัส เป็นหนึ่งในโบราณสถานเก่าแก่ที่สำคัญของประเทศไซปรัส ปัจจุบันคือเมืองโบราณที่มีซากทางโบราณคดีของชาวกรีกหลงเหลืออยู่อันแสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ซึ่งเมืองคัวรีออนได้เจริญรุ่งเรืองมากในช่วง 1,300 ปีก่อนคริสตกาล ก่อนจะถูกทิ้งร้างลงในช่วง 1,050 ปีก่อนคริสตกาล ในกาลต่อมาเมืองแห่งนี้ถูกปรับปรุงและสร้างขึ้นใหม่ตามยุคสมัยที่ผันผ่านไป ซากปัจจุบันนั้นหลงเหลือมาจากยุคโรมันเสียส่วนใหญ่ อดีตเมืองคัวรีออนเป็นเมืองเอกโบราณที่สำคัญของเกาะไซปรัส เช่นเดียวกับเมืองโบราณอมาตุส (Amathus) 
      นำท่านเข้าชม อัฒจันทร์โรมันโบราณ (Greco Roman Amphitheatre) โบราณสถานที่มีชื่อเสียงของเมืองคัวรีออน สร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อราว 200 ปีก่อนคริสตกาล แล้วมีการขยายเพิ่มเติมในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 2 และในเวลาต่อมาได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวซ้ำอีก อัฒจันทร์นี้สามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 3,500 คน เป็นสถานที่สำหรับการแสดงละครของชาวกรีกโรมัน อย่างใดก็ดีช่วงปีค.ศ. 214-217 ที่นี่เคยถูกเปลี่ยนให้เป็นสถานที่ประลองของเกมนักต่อสู้ ก่อนที่จะเปลี่ยนกลับมาเป็นโรงละครดั่งเดิมอีกครั้ง ปัจจุบันได้รับการบูรณะรักษาไว้เป็นอย่างดีคงความสวยงามเหนือกาลเวลา  นำชม บ้านพักของอุสโทลิออส (House of Eustolios) แหล่งโบราณคดีที่สำคัญอีกแห่งของเมืองคัวรีออน ตั้งอยู่บนเนินเขาที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ในมุมกว้างของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งสร้างขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 4 ภาพโมเสกที่ปรากฎอยู่ที่หน้ามุขฝั่งตะวันออกของบ้านหลังนี้บ่งบอกว่า เจ้าของบ้านมีชื่อ อุสโทลิออส ซึ่งเป็นผู้สร้างที่นี่ เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชนชาวเมืองคัวรีออนหลังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงในช่วงปีค.ศ. 365 ในเวลานั้น อุสโทลิออสเป็นคริสต์ชนผู้มีศรัทธาต่อพระเยซูคริสต์ จึงได้ตกแต่งบ้านด้วยศิลปะโมเสกที่แสดงถึงความศรัทธาอันแรงกล้าต่อคริสต์ศาสนา อาทิเช่น ภาพผนังและพื้นโมเสกที่ลวดลายสัญลักษณ์ของไม้กางเขนประกอบกับรูปของนกและปลา เป็นต้น  
      เดินทางต่อ นำท่านแวะถ่ายรูปที่ หินแห่งเทพีอะโพรไดท์ (Aphrodite’s Rock) หรือ Petra Tou Romiou บริเวณแนวชายฝั่งทะเล เรียกลักษณะภูมิประเทศนี้ว่าเป็นเกาะหินชะลูด (Stack) หมายถึงเกาะโขดหินขนาดเล็กที่แยกออกจากผืนแผ่นดินใหญ่หรือเกาะที่อยู่ใกล้เคียง เกิดจากส่วนของหินแข็งบริเวณชายฝั่งเดิมที่ยื่นออกไปในทะเลถูกกษัยการจากคลื่นเซาะทั้งสองข้างจนส่วนปลายแหลมตัดออกเป็นเกาะ โดยชายฝั่งพังทะลายถอยร่นเข้าไปในภาคพื้นดินมากยิ่งขึ้น ส่วนหินแข็งเหล่านี้ถูกตัดขาดออกจากชายฝั่ง เกิดเป็น “เกาะหินชะลูด” ตามรอยตำนานเทพีอะโพรไดท์หรือเทพีแห่งความงามและความรักของกรีกโบราณ เล่ากันว่าสถานที่แห่งนี้คือ บ้านเกิดของพระนาง จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม มีตำนานท้องถิ่นกล่าวว่า หากผู้ใดได้ไปว่ายน้ำรอบหินก้อนนี้จะได้รับพรด้วยความงามอันเป็นชั่วนิจนิรันดร์ และชาวบ้านไม่อนุญาตให้ผู้ใดปีนขึ้นไปบนก้อนหินนี้เด็ดขาด 
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
      บ่าย เดินทางสู่ เมืองปาฟอส (Paphos) อีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของไซปรัส เชื่อกันว่าปาฟอสเป็นบ้านเกิดของเทพีอะโฟรไดท์ (Aphrodite) หรือ วีนัส (Venus) เทพีแห่งความงามและความรัก ตาม ที่กล่าวไว้ในตำนานกรีกโบราณ อีกทั้งได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติจากองค์การยูเนสโก้ในปีค.ศ.1980 
      เริ่มต้นท่องเที่ยวเมืองมรดกโลกที่ ท่าเรือปาฟอส (Paphos Harbour) ปัจจุบันเป็นท่าเรือมารีน่าที่ใช้สำหรับจอดเรือเล็กและเรือประมงได้เพียง 300 ลำ ซึ่งที่นั่นจะเป็นที่ตั้งของ ปราสาทปาฟอส (Paphos Castle) เป็นปราสาทเก่าแก่ที่สร้างขึ้นจากป้อมไบแซนไทน์เพื่อป้องกันท่าเรือ ในอดีตปราสาทถูกใช้เป็นคลังสินค้าจำพวกเกลือ หรือแม้แต่เป็นคุกใช้กักขังนักโทษ
      นำท่านชม อุทยานโบราณคดีแห่งปาฟอส (Paphos Archaeological Park) ซึ่งทำให้ปาฟอสได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก ภายในอุทยานดังกล่าวประกอบด้วย สุสานกษัตริย์ (Tombs of the Kings) เป็นสุสานโบราณขนาดใหญ่ที่จัดเป็นส่วนหนึ่งของเมืองปาฟอสซึ่งเป็นมรดกโลก ถูกสร้างขึ้นในช่วง 400 ปีก่อนคริสตกาล จากหลักฐานจากการขุดค้นโดยนักโบราณคดี พบว่าโครงกระดูกในแต่ละสุสานที่ขุดพบเป็นของเหล่าขุนนางและสมาชิกชั้นสูงชาวปาฟิติก (Paphitic) ที่เสียชีวิตตั้งแต่ช่วงที่สร้างจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 3 โดยไม่มีหลุมใดเป็นของกษัตริย์แต่อย่างใด ภายในสุสานส่วนใหญ่
      พบสิ่งของเครื่องใช้ในพิธีงานศพ รวมทั้งของมีค่าในหลุมศพ ได้ถูกขุดและขโมยไปหลายต่อหลายครั้ง เนื่องจากทำเลที่ตั้งไม่ไกลจากท่าเรือปาฟอสมากนัก ห่างกันเพียง 2 กิโลเมตรทางทิศเหนือ การขุดสำรวจอย่างเป็นทางการครั้งแรกเริ่มขึ้นในปีค.ศ.1870 โดยสิ่งที่น่าสนใจของสุสานกษัตริย์ คือเป็นสุสานที่แกะสลักบนหินภูผาที่แข็งแกร่ง บางหลุมมีโครงสร้างเสาหินในแบบเสาโรมันดอริกที่เรียบง่าย มั่นคงแข็งแรง อีกทั้งปรากฎมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง(เฟรสโก้)วาดประดับอยู่ 
      นำท่านเข้าชม บ้านของไดโอนีซุส (House of Dionysos) หรือที่เรียกกันว่า วิลล่าโรมัน เป็นบ้านที่ตกแต่งด้วยโมเสกที่สวยงามและมีลวดลายวิจิตรตระการตาและมีการจัดวางองค์ประกอบของบ้านตามแบบบ้านโรมันในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 2 ชื่อบ้านหลังนี้ถูกตั้งขึ้นตามชื่อเทพเจ้ากรีกนามว่า “ไดโอนีซุส (Dionysus)” หรือ “เทพเจ้าแห่งไวน์” ซึ่งชาวกรีกและโรมันนับถือให้เป็นเทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์และเกษตรมั่งคั่ง 
      หากมีเวลาพอ นำท่านชมวิลล่าโรมันของ House of Aion และ House of Theseus ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง
      นำชม โบสถ์เอเจียปาราสเกวี (Church of Agia Paraskevi) เป็นหนึ่งในโบสถ์คริสต์ที่เก่าแก่ของไซปรัสที่สร้างขึ้นในรูปแบบของสถาปัตยกรรมไบแซนไทน์ ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นอยู่ที่จิตรกรรมฝาผนัง โดยเฉพาะภาพไม้กางเขนสีแดงเป็นการลงสีบนหินโดยตรง ถือเป็นภาพที่มีความเก่าแก่มากที่สุดในไซปรัสย้อนกลับไปยุคต้นของคริสตกาล 
      ได้เวลาอันสมควร เดินทางกลับสู่เมืองลีมาซอล
      ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
      เข้าสู่โรงแรมที่พัก Mediterranean Beach Hotel 4*, Limassol หรือเทียบเท่า
  • Day 5
    ลีมาซอล - หมู่บ้านโอโมโดส - ภูเขาทรูดอส - ยอดเขาโอลิมปัส - อารามคิคคอส - นิโคเซีย (B/L/D)
    • เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
      ออกเดินทางขึ้นไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือสู่ หมู่บ้านโอโมโดส (Omodos Village) เป็นหมู่บ้านผลิตไวน์แบบโฮมเมดในเขตเทือกเขาทรูดอส หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ในระดับความสูง 800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีทางเดินในหมู่บ้านปูด้วยแผ่นหินกาบและก้อนหินปุ่มตามทาง ท่านสามารถเดินชมบ้านเรือนพื้นเมืองดั้งเดิมที่ดูคลาสสิก ซึ่งมีบางส่วนถูกแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์ย่อมๆและเป็นร้านรวงขายของจำพวกงานศิลปหัตถกรรมต่างๆ อาทิ เครื่องเงิน เครื่องแก้ว งานเย็บปักถักร้อยลูกไม้ ขนมหวาน และขนมเพรสเซลที่ขึ้นชื่อ สิ่งสำคัญที่เป็นไฮไลท์ของหมู่บ้านแห่งนี้คือ โบสถ์ไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์ (Timios Stavros Monastery) 
      นำท่านเข้าชม โบสถ์ไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์ เป็นโบสถ์คริสต์โบราณที่เก่าแก่ที่สุดของไซปรัส ที่เรียกได้ว่าเป็นมรดกอันทรงคุณค่าทางวัฒนธรรมของไซปรัสเลยทีเดียว ตามตำนานท้องถิ่นเล่าไว้ว่า โบสถ์แห่งนี้ได้ถูกสร้างขึ้นมาอยู่แล้วก่อนที่นักบุญเฮเลน (St. Helen) พระนางเป็นผู้ค้นพบไม้กางเขนที่ใช้ตรึงพระเยซูจริงที่เยรูซาเล็ม ได้แวะพักหลบพายุฝนที่เกาะไซปรัสในปีค.ศ.327 โดยนักบุญเฮเลนได้นำบางส่วนของเชือกมัดและไม้กางเขนแท้ศักดิ์สิทธิ์ (True Cross) มาเก็บรักษาไว้ที่โบสถ์นี้ ซึ่งเป็นเชือกที่ชาวโรมันใช้ผูกพระเยซูติดกับไม้กางเขน โดยกล่าวว่าเชือกมีสีแดงเนื่องจากเปื้อนพระโลหิตของพระเยซู มีอีกเรื่องเล่าหนึ่งของ True Cross คือในช่วงที่พบกางเขนแท้นี้ก็ได้เกิดอัศจรรย์ขึ้น เมื่อมีสตรีป่วยหนักมาหยุดพักอยู่ที่ใต้เงาของกางเขนแท้ สตรีผู้นั้นก็หายป่วยในทันที จากเรื่องราวปาฏิหาริย์ของไม้กางเขนแท้นี้ จึงทำให้โบสถ์แห่งนี้มีชื่อเสียงและเป็นที่เคารพศรัทธาของผู้คน และโบสถ์แห่งนี้ก็ถูกพัฒนาขยายเพิ่มเติมใหญ่ตามกาลเวลาจวบจนปัจจุบัน อิสระให้ท่านได้เดินเที่ยวชมอย่างจุใจ 
      ออกเดินทางต่อสู่บริเวณ ภูเขาทรูดอส (Troodos Mountains) เป็นเทือกเขาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไซปรัส ตั้งอยู่ในใจกลางซีกตะวันตกของเกาะ มุ่งสู่ ยอดเขาโอลิมปัส (Mount Olympus) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ยอดเขาคอยนิสตร้า (Mount Chionistra) ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของไซปรัส ณ ระดับความสูง 1,952 เมตร บริเวณยอดเขาโอลิมปัสนั้นเป็นสถานที่เล่นสกีซึ่งเป็นที่นิยม นอกจากนี้พื้นที่ในหุบเขาของเทือกเขาทรูดอสมีหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนเนินเขาตามภูมิประเทศที่เป็นแบบขั้นบันได นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของโบสถ์และอารามในยุคไบแซนไทน์หลายแห่ง จึงกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นศูนย์กลางของศิลปะไบแซนไทน์ เนื่องจากโบสถ์และอารามถูกสร้างขึ้นในเขตภูเขาห่างจากชายฝั่งที่ถูกคุกคามได้ง่าย ในสมัยโบราณที่นี่เป็นสถานที่มีชื่อเสียงในเรื่องการทำเหมืองแร่มาเป็นเวลาหลายศตวรรษ โดยเฉพาะแร่ทองแดง ซึ่งส่งขายให้กับเมืองต่างๆโดยรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทั้งหมด
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
      บ่าย เดินทางต่อสู่ หมู่บ้านคาโลปานายีโอทิส (Kalopanayiotis Village) หมู่บ้านที่ตั้งอยู่ใจกลางของหุบเขามาราธาสา (Marathasa Valley) ซึ่งโอบล้อมด้วยเนินเขาและพืชพันธุ์ธรรมชาติที่เขียวชอุ่ม ลักษณะโดดเด่นของหมู่บ้านโบราณแห่งนี้คือ มีบ้านเรือนและอาคารสถาปัตยกรรมแบบโบราณ มีแหล่งน้ำพุร้อนที่เชื่อว่าใช้บำบัดรักษาโรคได้มาแต่ครั้งอดีตกาล มีลำน้ำใสไหลผ่านและมีกังหันน้ำที่ยังคงใช้งานอยู่ ในบริเวณแถบเทือกเขาทรูดอสนี้มีวิหารและโบสถ์ยุคไบแซนไทน์กระจายตัวอยู่หลายแห่ง แต่ก็มีโบสถ์ เพียง 9 แห่งเท่านั้นที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโก้ให้เป็นมรดกโลกในปีค.ศ.1985 เพราะพบว่ายังคงมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเขียนสีที่ใช้ศิลปะรูปแบบไบแซนไทน์ แต่โบสถ์ที่มีชื่อเสียงมากสุดคือ อารามของนักบุญจอห์น แลมปาดิสติส นั่นเอง  
      นำท่านชม อารามของนักบุญจอห์น แลมปาดิสติส (Monastery of St. John Lampadistis) อารามนี้สร้างขึ้นครั้งแรกในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 11 ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเซทราชอส (Setrachos River)แต่เริ่มมีการวาดจิตรกรรมฝาผนังครั้งแรกในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12 และต่อมามีการเขียนสีวาดทับลงอีกครั้ง
      ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13-15  ที่สำคัญคือภายในอารามแห่งนี้ได้มีการเก็บพระอัฐิธาตุของนักบุญจอห์นไว้ที่นี่ จึงมีศาสนิกชนเดินทางมาสักการะบูชาจากทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีการอนุรักษ์ภาพวาดเฟรสโก้ที่แสดงเรื่องราวที่ปรากฏในพระคัมภีร์เดิม อาทิเช่น ภาพพระเยซูคริสต์เสด็จเข้าเมืองเยรูซาเล็ม ภาพพระเยซูถูกตรึงกางเขน ภาพพระคริสต์ผู้ทรงสรรพานุภาพ (Christ Pantocrator) และภาพพระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ เป็นต้น ทั้งนี้เพราะภาพไอคอนต่างๆและประตูไม้แกะสลักนั้น เป็นผลงานศิลปะไบแซนไทน์ที่ถูกถ่ายทอดไว้เป็นอย่างดีซึ่งทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และควรค่าแก่การเป็นมรดกโลกในประเทศไซปรัส
      เดินทางต่อไปในเขตเทือกเขาทรูดอส เพื่อนำท่านชม พิพิธภัณฑ์คิคคอส (Kykkos Museum) ตั้งอยู่ภายใน อารามคิคคอส (Kykkos Monastery) ซึ่งเป็นอารามที่สร้างอุทิศให้กับพระแม่มารี หรือเรียกโดยคนท้องถิ่นว่า “Panagia” (The Virgin Mary) เป็นอารามที่ได้ชื่อว่ามีความสวยงามและหรูหราคราคร่ำร่ำรวยไปด้วยของประดับตกแต่งที่มีค่ามากที่สุดในเกาะไซปรัส ภายในอารามประดับด้วยไอคอนต่างๆ ที่สำคัญคือ ภาพไอคอนของนักบุญลูกา Agios Loukas, the Evangelist ซึ่งประดับห่อหุ้มด้วยเงิน ล้อมรอบด้วยกรอบที่ทำจากเปลือกหอยมุกและกระดองเต่า ตัวอารามตั้งอยู่บนยอดเขา ณ ระดับความสูง 1,318 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ตั้งในพื้นที่ป่าทึบแน่นหนาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเทือกเขาทรูดอส พิพิธภัณฑ์คิคคอสเป็นพื้นที่ส่วนที่สำคัญสุดของอารามแห่งนี้ เนื่องจากมีการเก็บรักษาของโบราณ ไอคอน พระคัมภีร์ และของใช้ในพิธีทางศาสนาที่ล้ำค่า เช่น งานแกะสลักไม้ เสื้อคลุม และงานปักที่เป็นประวัติศาสตร์ของอารามแห่งนี้
      จากนั้นเดินทางต่อไปยัง เมืองนิโคเซีย (Nicosia) เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของไซปรัส เป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจการค้า การเงินและการปกครอง ตั้งอยู่ใจกลางเกาะไซปรัส ตรงบริเวณที่ราบเมสาโอเรีย (Mesaoria Plain) ริมฝั่งแม่น้ำเพเดียออส (River Pedieos)  จากเหตุการณ์ความขัดแย้งในเชื้อชาติอย่างรุนแรง ในช่วงปี ค.ศ.1963-1964 เมืองหลวงนิโคเซียจึงถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนเช่นเดียวกับเกาะไซปรัส โดยทางใต้เป็นของไซปรัส ซึ่งเป็นดินแดนของชาวไซปรัสเชื้อสายกรีก ส่วนทางเหนือเป็นดินแดนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลไซปรัสเหนือ ซึ่งเป็นดินแดนของชาวไซปรัสเชื้อสายตุรกี
      เย็น รับประทานอาหารเย็น
      เข้าสู่โรงแรมที่พัก Merit Lefkosa Hotel & Casino 5*, Nicosia หรือเทียบเท่า
  • Day 6
    นิโคเซีย - เมืองไคเทียร - เครเนีย - นิโคเซีย (B/L/D)
    • เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
      < นิโคเซีย - ไคเทียร มีระยะทางราว 25 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที >
      ออกเดินทางไปยัง เมืองไคเทียร (Kythrea) นำท่านเยี่ยมชม เมืองโบราณไคเทียร ไคเทียรเป็นเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของนิโคเซีย เชื่อกันว่าชื่อเมืองได้มาจากอาณาจักรโบราณที่ชื่อ ชีห์ทรอย (Kingdom of Chytroi) จึงเป็นเมืองที่มีซากปรักหักพังทางสถาปัตยกรรมของอาณาจักรโบราณแห่งนี้ จากหลักฐานที่พบนั้นปรากฏชัดเจนว่า ชาวกรีกไมซีนีมาถึงลาร์นากาในช่วง 1,300 ปีก่อนคริสตกาล และชาวฟินีเซียนเข้ามาในช่วง 900 ปีก่อนคริสตกาล และมีการออกแบบสร้างเมืองขึ้นใหม่ เสริมด้วยกำแพงที่ทำจากหินขนาดยักษ์ซึ่งทำให้ชาวไคเทียรเป็นที่รู้จักกันดีในรูปแบบสถาปัตยกรรมนี้ สิ่งที่น่าสนใจที่สุดทางสถาปัตยกรรม
      ของไคเทียรคือ วิหารแห่งเทพีอะโฟรไดท์ แอสตาร์เต (Aphrodite–Astarte) ซึ่งเป็นเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ สร้างโดยชาวฟินิเซียนกลุ่มเดียวกันกับที่สร้างวิหารของโซโลมอนในกรุงเยรูซาเล็มที่มีต้นกำเนิดในช่วง 900 ปีก่อนคริสตกาล ต่อมาในช่วงออตโตมันที่นี่อยู่ในสถานะของหมู่บ้านเรียกชื่อว่า “Degirmenlik” หมายถึง "สถานที่ตั้งโรงสี" เป็นเพราะในช่วงยุคกลางที่นี่มีโรงสีใช้สำหรับบดเมล็ดข้าวหลายแห่งแม้กระทั่งในปีค.ศ.1879 ยังนับจำนวนโรงสีได้ถึง 32 แห่งในหมู่บ้าน โรงสีเหล่านี้ใช้น้ำจากบ่อน้ำพุที่อยู่ด้านบนสุดของหมู่บ้าน อดีตชาวเมืองเป็นชาวกรีกที่นับถือศาสนาคริสต์เกือบทั้งหมด แต่ภายหลังในปีค.ศ.1974 ชาวกรีกส่วนใหญ่ได้อพยพออกไป เนื่องจากกองทัพมุสลิมได้บุกเข้ายึดดินแดนทางตอนเหนือของเกาะ เมืองจึงถูกแทนที่ด้วยชาวมุสลิมเติร์ก
      ได้เวลาพอสมควร เดินทางต่อไปยัง เมืองไคเรเนีย (Kyrenia) อีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวที่ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของไซปรัส เป็นเมืองชายฝั่งทะเลที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 6,000 ปี ซึ่งมีท่าเรือที่เรียงรายไปด้วยเหล่าเรือยอชท์และเรือประมง โดยมีเทือกเขาเบสพาร์มัคสลับกับภูเขาน้อยใหญ่เป็นฉากหลังของเมืองแห่งนี้ ที่นี่จึงเป็นเมืองที่มีทัศนียภาพอันงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไซปรัส
      < ไคเทียร - ไคเรเนีย มีระยะทางราว 30 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที >
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
      บ่าย นำท่านชม ปราสาทไคเรเนีย (Kyrenia Castle) เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์เรืออับปางของไซปรัสเหนือ ซึ่งเป็นสถานที่จัดแสดงประวัติศาสตร์ทางทะเลที่สำคัญและได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ปราสาทไคเรเนียเป็นปราสาทเก่าแก่ย้อนกลับไปตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 เป็นป้อมปราการป้องกันเมืองจากการรุกรานคุกคามของพวกอาหรับทางทะเล ต่อมาป้อมปราการได้มีการก่อสร้างขยายเพิ่มเติมให้แข็งแกร่งขึ้นตามกาลเวลาในช่วงตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12-16 แต่อย่างไรก็ดีในช่วงค.ศ.1570 ชาวไคเรเนียยอมสวามิภักดิ์ต่อจักรวรรดิ์ออตโตมันที่เข้ามารุกราน ปราสาทจึงได้รับปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปตามยุคแห่งการปกครองกระทั่งถึงยุคที่พวกอังกฤษเข้ามาครอบครองก็ได้เปลี่ยนปราสาทหลังนี้ให้เป็นค่ายฝึกทหารแทนและเคยถูกใช้เป็นที่คุก ปราสาทไคเรเนียยังคงอนุรักษ์สะพานชักดั้งเดิมที่ทางเข้าประตูปราสาทให้คงอยู่ในสภาพดีถึงปัจจุบัน
      นำชม พิพิธภัณฑ์เรืออัปปาง (Ancient Shipwerck Museum) เป็นซากเรือสินค้าของพ่อค้าชาวกรีกเมื่อช่วง 400 ปีก่อนคริสตกาล ถูกค้นพบโดยนายแอนเดรียส คาริโอเลา (Andreas Cariolou) ผู้สอนการดำน้ำชาวไซปรัสกรีกในเดือนพฤศจิกายน ปีค.ศ.1965 ร่วมกับนายกัสเซฟ (Katzev) ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันโบราณคดีทางทะเล การค้นหาถูกครอบคลุมอย่างกว้างขวาง มีการบันทึกเป็นสารคดีโดย บีบีซี ซากเรือสินค้าที่ถูกค้นพบลำนั้นได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี สภาพของเรือประมาณกว่า 75% ของเรืออยู่ในสภาพดี จึงได้นำเรือดังกล่าวมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ที่บริเวณตัวปราสาท และตั้งชื่อพิพิธภัณฑ์แห่งนี้อย่างเป็นทางการว่า Ancient Shipwreck Museum ในปราสาทไคเรเนีย 
      ได้เวลาอันสมควร นำท่านเดินทางต่อไปยัง บูยุก ฮัน (Buyuk Han) 
      < ไคเรเนีย - บูยุก ฮัน มีระยะทางราว 25 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 35 นาที >
      บูยุก ฮัน (Buyuk Han) หรือแปลว่า Great Inn ในภาษาอังกฤษ เป็นโรงแรมโบราณเก่าแก่อายุกว่า 428 ปี บรรยากาศที่นี่จะเหมือนอยู่ในเมืองโบราณย้อนยุค เป็นอาคารสองชั้นซึ่งถูกแบ่งเป็นห้องหับ ท่านสามารถเดินขึ้นชมบรรยากาศช้ันบนของอาคารเพื่อสัมผัสกลิ่นอายของคาราวานเซอรายที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะไซปรัส  เพราะที่นี่เคยเป็นที่พักนักเดินทางและพ่อค้ากับกองคาราวาน ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งบนเกาะไซปรัส ถูกสร้างขึ้นโดยชาวออตโตมันในปีค.ศ.1572 ซึ่งเป็นปีที่พวกเขายึดครองไซปรัสมาจากชาวเวเนเซียนได้ เมื่อครั้งในช่วงอังกฤษปกครอง ที่นี่ถูกเปลี่ยนเป็นคุกแห่งแรกของเมือง ตั้งแต่ปีค.ศ.1990 เป็นต้นมา ที่นี่ถูกดัดแปลงเป็นศูนย์กลางจัดแสดงงานศิลปะ โดยมี แกลลอรี่ศิลปะหลายแห่ง หลายจุดมีร้านกาแฟ และร้านขายของที่ระลึกมากมาย อิสระให้ท่านได้เดินเล่นถ่ายรูปโดยรอบ 
      เย็น รับประทานอาหารเย็น
      เข้าสู่โรงแรมที่พัก Merit Lefkosa Hotel & Casino 5*, Nicosia หรือเทียบเท่า
  • Day 7
    นิโคเซีย - ลาร์นากา (B/L/D)
    • เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
      นำท่านเที่ยวชมเมืองนิโคเซีย ชม มหาวิหารเซนต์จอห์น (St. John’s Cathedral) สร้างขึ้นโดยอาร์คบิชอป นิกิโฟรอส (Archbishop Nikiforos) ในปีค.ศ.1662 แม้มหาวิหารนี้จะมีขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับมหาวิหารอื่นๆ ในนิโคเซีย แต่ก็ถือได้ว่าเป็นมหาวิหารหลวงแห่งเมืองนิโคเซีย เป็นมหาวิหารที่มีความงดงาม ไม่ว่าจะเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วาดบนกำแพงภายในมหาวิหารยังคงความสมบูรณ์ดั้งเดิม รวมไปถึงบัลลังก์ที่ประทับของอาร์คบิชอปที่มีความหรูหราอลังการ บนบัลลังก์มีรูปนกอินทรี 2 หัว ประดับอยู่อย่างสง่างาม ซึ่งท่านประธานาธิบดีของไซปรัสและเอกอัครราชทูตประจำประเทศกรีซเคยเยือนที่นี่ นอกจากนี้การสวมมงกุฎแต่งตั้งอาร์คบิชอปองค์ใหม่ถูกจัดพิธีขึ้นที่มหาวิหารแห่งนี้ 
      ต่อด้วยนำท่านชม พิพิธภัณฑ์โบราณคดีแห่งไซปรัส (Cyprus Archaeological Museum) เป็นพิพิธภัณฑ์ทางด้านโบราณคดีที่เก่าแก่ที่สุดและใหญ่ที่สุดของเกาะไซปรัส สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ.1882 คือแหล่งเก็บรวบรวมบรรดาโบราณวัตถุของไซปรัสอย่างเป็นหมวดหมู่ดียอดเยี่ยมและอลังการเป็นที่ประจักษ์ต่อชาวโลก โดยได้จัดแสดงวัตถุโบราณต่างๆที่ถูกค้นพบบนเกาะไซปรัสทั้งหมด เดิมทีตอนแรกตั้งพิพิธภัณฑ์เป็นทุนสนับสนุนจากประชาชนทั่วไปและใช้อาคารของรัฐบาลในการจัดแสดงชั่วคราว ต่อมาปีค.ศ.1908 ได้เริ่มก่อสร้างพิพิธภัณฑ์หลังปัจจุบันในที่สุด ถึงแม้ว่าในอดีตสิ่งของโบราณล้ำค่าจะถูกขโมยออกไปเป็นจำนวนมากก็ตาม แต่การเก็บรวบรวมโบราณวัตถุจากการขุดค้นพบเจอในเวลาต่อๆมาก็มีมากพอสมควร ปัจจุบันภายในพิพิธภัณฑ์นี้ถูกแบ่งเป็นห้องโถงนิทรรศการ 14 ห้อง โดยจัดแสดงตามลำดับช่วงสมัยในยุคต่างๆ ไล่จากยุคหินใหม่จนถึงยุคโรมันเอาไว้อย่างน่าศึกษา  
      ได้เวลาพอสมควร เดินทางไปยัง พิพิธภัณฑ์ไบเซนไทน์ ที่อยู่ไม่ไกลกันมากนักเพียง 2 กิโลเมตร   
      นำท่านเข้าชม พิพิธภัณฑ์ไบเซนไทน์ (Byzantine Museum) สถานที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุทางศาสนาที่ล้ำค่าที่สุดของไซปรัส ตั้งอยู่ภายในกำแพงเมืองเก่า ภายในจัดแสดงคอลเล็กชั่นงานศิลปะยุคไบแซนไทน์ซึ่งมีภาพไอคอนมากถึง 230 ชิ้นซึ่งมีความเก่าแก่ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9-19 รวมถึงวัตถุโบราณอื่นอันทรงคุณค่า อาทิเช่น จอกศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ในพิธีกรรม เสื้อคลุมนักบวช และคัมภีร์สำคัญทางศาสนา เป็นต้น ภาพไอคอนส่วนใหญ่นั้นถูกเก็บรวบรวมมาจากช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12 เป็นจำนวนมากที่สุดในบรรดาวัตถุที่จัดแสดงทั้งหมด แต่สิ่งสำคัญที่สุดและมีชื่อเสียงมากที่สุดคือ กระเบื้องโมเสคในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 6 ที่ถูกลักลอบขโมยออกจากโบสถ์เก่ากานากาเรีย (Kanakaria Church) ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ถูกตุรกีครอบครองและถูกขายออกไปยังต่างประเทศแต่ในที่สุดก็ได้ถูกส่งกลับมายังไซปรัส
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
      นำท่านผ่านชม กำแพงเมืองเวนิส (The Venetian Walls) เป็นกำแพงป้องกันซึ่งสร้างล้อมรอบเมืองหลวงเก่าของนิโคเซียในไซปรัส กำแพงเมืองแรกครั้งแรกเริ่มสร้างขึ้นในช่วงยุคกลาง แต่มาถูกสร้างใหม่ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยสาธารณรัฐเวนิสในเวลานั้น ปัจจุบันตัวกำแพงยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์อยู่มาก และจัดเป็นหนึ่งในป้อมปราการแห่งยุคเรอเนซองส์ที่มีสภาพดีสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก 
      นำท่านแวะชม ประตูฟามากุสต้า (Famagusta Gate) หรือมีชื่อเดิมว่า “Porta Giuliana” ประตูกำแพงเมืองเก่านิโคเซีย ถือเป็นประตูหลักของกำแพงเมืองเก่าแห่งนี้ รูปแบบการก่อสร้างเป็นแบบสไตล์เวเนเซียนที่มีชื่อเสียง ออกแบบโดย Michael Sammicheli  ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 เช่นกันกับตัวกำแพงเมือง
      อิสระให้ท่านได้เดินเล่นตามอัธยาศัยในย่านเมืองเก่า แถบบริเวณถนนคนเดิน Laiki Geitonia หรือ Rigenis Street ซึ่งเป็นถนนแห่งการช้อปปิ้งของนิโคเซีย
      < นิโคเซีย - ลาร์นากา มีระยะทางราว 60 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ขั่วโมง 15 นาที >
      ได้เวลาอันสมควร นำท่านเดินทางต่อไปยัง เมืองลาร์นากา (Lanaca) เมืองใหญ่เป็นอันดับสาม รองจากเมืองนิโคเซียและเมืองลีมาซอล เป็นเมืองท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของไซปรัส
      เย็น รับประทานอาหารเย็น
      เข้าสู่โรงแรมที่พัก Sun Hall Hotel 4*, Larnaca หรือเทียบเท่า
  • Day 8
    ลาร์นากา - ดูไบ (B/L/-)
    • เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
      เมืองลาร์นากา ถือว่าเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของไซปรัส มีประวัติยาวนานถึง 6,000 ปี เราจึงสามารถพบเห็นสถาปัตยกรรมดั้งเดิมจากอาคารร้านค้าต่างๆ แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ ตลอดจนโบสถ์หรือ ศาสนสถานที่สำคัญอันเก่าแก่ ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้เห็นถึงอดีตอันรุ่งเรืองของเมืองลาร์นากา
      นำท่านชม ท่อส่งน้ำคามาเรส (Kamares Aqueduct) ตั้งอยู่ในเขตชานเมืองลาร์นากา ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1747-1750 โดยได้เงินทุนการก่อสร้างจาก Ebu bekir Pasha ซึ่งเป็นผู้ปกครองออตโตมันแห่งเมืองลาร์นากาในสมัยนั้น ท่อส่งน้ำแห่งนี้ถูกใช้มา
      เกือบสองร้อยปีจนถึงปีค.ศ.1939 โครงสร้างเดิมที่สมบูรณ์ต้องมี 75 ซุ้มโค้งแต่ปัจจุบันคงเหลือให้เห็นเพียง 20 ซุ้มโค้งเท่านั้น นี่คือผลงานสถาปัตยกรรมก่อสร้างแบบออตโตมันที่สำคัญและสวยงามทรงคุณค่าแห่งหนึ่งในไซปรัส 
      เดินทางต่อ นำท่านชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่งของเกาะไซปรัส คือ ฮาลา สุลต่าน เทกเก (Hala Sultan Tekke) หรือ มัสยิดอุม ฮาราม (Mosque of Umm Haram) ที่ตั้งอยู่ในบริเวณริมฝั่งทะเลสาบเกลือลาร์นากา ที่สร้างขึ้นในปีค.ศ. 648 ในบริเวณที่อุม ฮารามเสียชีวิตจากการตกล่อตายในช่วงการจู่โจมของพวกอาหรับครั้งแรกในเกาะไซปรัส นางอุม ฮารามเป็นญาติของท่านนบีมูฮัมหมัด (ศาสดาของศาสนาอิสลาม) กาหลิบมัวเวียจึงได้สั่งให้สร้างมัสยิดขึ้นมาที่นี่ ทุกวันนี้มัสยิดแห่งนี้ถือเป็นสถานที่จาริกแสวงบุญศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม นอกเหนือจากนครเมกกะ มัสยิดนี้ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ถึง 2 คราในช่วงปีค.ศ.1816 และ 2002 ที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์เอกลักษณ์โดดเด่นของเมืองลาร์นากา หากท่านโชคดีอาจได้เห็นนกฟลามิงโก้สีชมพูในบริเวณทะเลสาบเกลือด้วย
      นำท่านเยี่ยมชม โบสถ์เซนต์ลาซารัส (St. Lazarus Church) สร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 9 เพื่ออุทิศถวายเป็นเกียรติให้แก่นักบุญลาซารัส สาวกของพระเยซูผู้มาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ที่นี่เป็นเวลาร่วม 30 ปีหลังจากท่านได้รับการฟื้นคืนชีพโดยพระเยซู 
      เชื่อกันว่าโบสถ์หลังนี้ได้ถูกสร้างขึ้นบนหลุมฝังศพว่างเปล่าของนักบุญท่านนี้ เพราะร่างจริงของท่านถูกฝังไว้ที่ฝรั่งเศส 8วันก่อนถึงวันอีสเตอร์ ภาพไอคอนเซนต์ลาซารัสจะถูกแห่ขบวนเคลื่อนไปตามท้องถนนในเมืองลาร์นากา เพราะท่านถูกยกย่องให้เป็นนักบุญประจำเมืองลาร์นากา
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน 
      บ่าย ต่อจากนั้น พาท่านเดินเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองลาร์นากาโดยรอบๆ อันได้แก่ ปราสาทลาร์นากา (Larnaca Castle) เป็นป้อมปราการเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่12 โดยพวกไบแซนไทน์ ต่อมาในช่วงปีค.ศ.1382-1398 กษัตริย์เจมส์ที่ 1 แห่งไซปรัสได้ทำการขยายป้อมปราการให้ใหญ่ขึ้นและแข็งแกร่งมากขึ้นดั่งเห็นในสภาพปัจจุบัน เพื่อใช้ป้องกันชายฝั่งทะเลตอนใต้ของไซปรัสและป้องกันท่าเรือริมทะเลโดยมีปืนใหญ่ติดตั้งอยู่ภายในป้อมปราการแห่งนี้ ปัจจุบันป้อมปราการนี้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ส่วนลานสนามกลางแจ้งถูกใช้เป็นโรงมหรสพแบบเปิดโล่งที่จุผู้คนเข้าร่วมได้ถึง 200 คน
      อิสระให้ท่านเดินเล่นชม ย่านเมืองเก่า (Old Town) ที่ถือเป็นใจกลางเมืองลาร์นากา สัมผัสวัฒนธรรมและวิถีความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่น ท่านสามารถเดินชมร้านค้าต่างๆ ช้อปปิ้งสินค้าของฝากขึ้นชื่ออย่างฟองน้ำทะเลและของที่ระลึกอื่นๆ รวมทั้งมีร้านกาแฟและร้านอาหารมากมายในบริเวณ Old Turkish Quarter หรือที่เรียกว่า Skala หรือท่านอาจจะแวะนั่งจิบกาแฟในบรรยากาศเมืองเก่าริมทะเล หรือเดินเล่นไปถ่ายรูปแถบ Europe Square ตามอัธยาศัย 
      17.00 น. เดินทางสู่สนามบินนานาชาติลาร์นากา เตรียมตัวเช็คอินสำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ กลับสู่ประเทศไทย
      20.10 น. เหินฟ้าสู่ ดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเที่ยวบิน EK110 LCA-DXB (20.10-01.05)
      (ใช้เวลาบิน 3 ชั่วโมง 55 นาที)
  • Day 9
    ดูไบ - กรุงเทพฯ
    • 01.05 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติดูไบ รอเปลี่ยนเครื่องบินเพื่อเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทาง กรุงเทพฯ 
      03.40 น. เหินฟ้าสู่ กรุงเทพฯ ประเทศไทย โดยเที่ยวบิน EK376 DXB-BKK (03.40-13.15)
      (ใช้เวลาบิน 6 ชั่วโมง 35 นาที)
      13.15 น. เดินทางมาถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ
Top