อิรัก - เคอร์ดิสถาน 14 วัน
ทัวร์
เอเชีย
ระยะเวลา
14
สายการบิน
วันเดินทาง
19 กุมภาพันธ์ - 3 มีนาคม 2563
Hilight

เยือนดินแดนอันแสนบริสุทธิ์ “เคอร์ดิสถาน” ดินแดนอันเป็นที่อยู่ของชนเผ่าเคิร์ด ที่ต่างผ่านรอดชีวิตภายใต้สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ จากนโยบายของ ซัดดัม ฮุสเซน แต่ความสวยงามของดินแดนแห่งนี้นั้น เป็นที่กล่าวถึงอย่างมาก ด้วยลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเทือกเขา และมีแม่น้ำหลายสาย ไหลผ่านเทือกเขาต่างๆ ทำให้เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์และสวยสดงดงามยิ่งนัก ปัจจุบันจัดเป็น “เขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถานแห่งอิรัก” ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของประเทศอิรัก 

แผนการท่องเที่ยว
  • Day 1
    Day 1: กรุงเทพ (- / - / -)
    • 22.30  น. คณะพร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออกชั้น 4 เคาน์เตอร์สายการบิน QATAR AIRWAYS            ทำการเช็คอิน โดยมีเจ้าหน้าที่บริษัทฯ คอยอำนวยความสะดวก
  • Day 2
    Day 2: กรุงเทพ – บาสร่า (- / L / D)

    • 01.45  น. ออกเดินทางจากกรุงเทพ ถึง โดฮา โดยสายการบิน QATAR AIRWAYS เที่ยวบินที่ QR 837 (ใช้เวลาบิน 7.40 ชั่วโมง)  
      05.25  น. เดินทางถึง โดฮา (DOHA) เพื่อรอเปลี่ยนเครื่อง 
      07.55  น. ออกเดินทางต่อไปยังเมืองบาสร่า โดยสายการบิน QATAR AIRWAYS เที่ยวบินที่ QR 448 (ใช้เวลาบิน 1.35 ชั่วโมง)  
      09.30  น. เดินทางถึง บาสร่า (BASRAH)
      หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง นำท่านไปชม เมืองเก่าบาสร่า (Basrah Old Town) ซึ่งมีสถานที่สำคัญต่างๆมากมาย อาทิเช่น มัสยิด อิหม่ามอาลี แห่งบาสร่า (Imam Ali Mosque of Basrah) เป็นมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุด นับตั้งแต่มีการก่อตั้งศาสนามุสลิมขึ้นมา ก่อสร้างขึ้นในปีคริสต์ศักราช 635 ปัจจุบันหลงเหลือเพียงแค่บางส่วนของมัสยิดเท่านั้น แต่ถือว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองนี้  นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของอาคารบ้านเรือนที่ตั้งอยู่สองฝั่งตามแนวของแม่น้ำบาสร่า อาคารส่วนใหญ่ก่อสร้างโดยใช้สถาปัตยกรรมแบบออตโตมันดั้งเดิม (Ottoman Shenashil) ซึ่งสะท้อนให้เห็นความรุ่งเรืองในอดีตของเมืองบาสร่า ปัจจุบันอาคารส่วนใหญ่ถูกทิ้งให้รกร้างว่างเปล่า บางแห่งหลงเหลือเพียงซากปรักหักพัง อันเป็นผลมาจากภัยสงครามที่เคยเกิดขึ้นในพื้้นที่แห่งนี้ หากเป็นไปได้จะนำท่านเข้าเยี่ยมชม หนึ่งในอาคารเก่าแก่ Shenashil House ซึ่งเจ้าของเป็นพ่อค้าชาวกรีกผู้มั่งคั่งในศตวรรษที่ 19 
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
      จากนั้นนำชม พระราชวังของซัดดัม ฮุสเซน (Presidential Palace) ในย่าน Shat Al Arab Baks ชมร่องรอยความหรูหราฟุ่มเฟือยที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นชีวิตจริงของอดีตผู้นำคนสำคัญ “ซัดดัม ฮุสเซน” (Saddam Hussein) เป็นอดีตประธานาธิบดีของอิรัก ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี ค.ศ.1579 ในฐานะประธานาธิบดี ซัดดัมได้พัฒนาลัทธินิยมตัวผู้นำอย่างบ้าคลั่ง ปกครองรัฐบาลเผด็จการ และกุมอำนาจไว้ได้แต่เพียงผู้เดียว ซัดดัมได้จัดการกับการเคลื่อนไหวที่มีแนวโน้มเป็นภัยคุกคาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพวกชนกลุ่มน้อย เช่นชาวเคริ์ด หรือกลุ่มทางศาสนาที่ต้องการเรียกร้องอิสรภาพ หรือการปกครองตนเอง แต่อย่างไรก็ตามเขายังคงเป็นวีรบุรุษที่ประชาชนชาวอิรักชื่นชม เขาโดดเด่นในหมู่ผู้นำอาหรับอื่นๆ ในฐานะผู้ที่ลุกขึ้นต่อต้านสหรัฐ และชาติอื่นๆ ในประชาคมโลก ยังคงเฝ้าระวังจับตามองซัดดัมด้วยความหวาดระแวงว่ามีอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงไว้ในครอบครอง แต่ในที่สุดชะตากรรมของเขาได้จบลงหลังถูกจับกุมและถอดออกจากตำแหน่ง โดยกองกำลังนานาชาติซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามอิรัก และท้ายสุดซัดดัมต้องจบชีวิตด้วยโทษประหาร โดยการถูกแขวนคอ จากคดีอาชญากรรมต่างๆที่เขาก่อขึ้นในวันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ. 2006
      จากนั้นเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์บาสร่า (Basrah Museum) ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ของพระราชวังเดิมของซัดดัม ฮุสเซน จัดแสดงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับอารายธรรมเมโสโปเตเมีย อารยธรรมบาบิโลนเนียน อารยธรรมเปอร์เซีย และเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเมืองบาสร่า
      ค่ำ         รับประทานอาหารค่ำ
              พักผ่อนตามอัธยาศัยที่โรงแรม  SHAMS AL BASRAH HOTEL - 4* หรือเทียบเท่า, BASRAH
  • Day 3
    Day 3: บาสร่า – สวนอีเดน – นาซิริย่า (B / L / D)
    • เช้า รับประทานอาหารเช้า
      ช่วงเช้า ออกเดินทางสู่ บึงหนองน้ำลุ่มแม่น้ำไทกริส (Marshes) เพื่อพายเรือแคนูไปตามหนองน้ำ บนลุ่มแม่น้ำไทกริส ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในระบบนิเวศที่สมบูรณ์และมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก บรรยากาศโดยรอบสวยงาม เป็นสภาพธรรมชาติแวดล้อมที่หาชมได้ยาก เพราะที่นี่มนุษย์อาศัยอยู่ร่วมเคียงข้างกับธรรมชาติและสัตว์ต่างๆได้อย่างกลมกลืน ถึงแม้ว่าบริเวณนี้ เคยถูกนโยบายทางการเมืองในการขับไล่ผู้ที่อยู่อาศัยในบริเวณนี้ให้ออกจากพื้นที่ให้หมด ในช่วงการปกครองของซัดดัม ฮุสเซน แต่ชาวบ้านยังคงรักและหวงแหนในดินแดนถิ่นกำเหนิดของตน 
      ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จึงมีการอพยพของผู้คน ย้ายกลับมาสร้างถิ่นฐานบ้านเรือนกระจายอยู่หลายหมู่บ้าน โดยเฉพาะในบริเวณปากแม่น้ำชัฏ อัล อาหรับ (Shatt al-Arab River) อีกครั้ง ตามนโยบายการฟื้นฟูพื้นที่หนองน้ำของรัฐบาล ซึ่งเดิมทีบริเวณนี้มีผู้คนอยู่อาศัยมาตั้งแต่ 5,000 ปีที่แล้ว เชื่อได้จากการที่พบหลักฐานงานแกะสลักหินของชาวสุเมเรียน แหล่งน้ำขนาดมหึมาที่ถูกปกคลุมไปด้วยต้นกกจำนวนมากนี้ จึงนับเป็นบ้านของชาวอาหรับที่อาศัยหนองน้ำอยู่ตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ซึ่งพวกเขาได้สืบทอดรักษาวิถีชีวิต ที่เรียบง่าย ยังชีพด้วยการตกปลา เลี้ยงควายน้ำ และ การทอกก
      ระหว่างทางแวะชม สวนอีเดน (Garden of Eden) ชม ต้นไม้ของอาดัม (Adam Tree) ตามตำนานการเกิดมนุษย์คนแรกของโลก ซึ่ง ณ.ที่แห่งนี้เป็นจุดบรรจบกันของสองแม่น้ำสายหลัก ที่เป็นต้นกำเหนิดแห่งอายธรรมมาแต่โบราณ นั่นคือ แม่น้ำไทกริส (Tigris River) และ แม่น้ำยูเฟรติส (Euphrates River) 
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
      บ่าย จากนั้นช่วงบ่าย เดินทางต่อไปยัง เมืองนาซิริย่า (Nasiriya) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจังหวัดดิห์การ์ (Dhi-Qar) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับ ซากเมืองโบราณอูร์ (Ur) บนบริเวณแม่น้ำยูเฟรติส เมื่อเดินทางถึงเมืองนาซิริย่า ก่อนรับประทานอาหารเย็น พาท่านเดินเล่นใน ตลาดท้องถิ่น (Souk) ของเมืองนาซิริย่า ที่มีบรรยากาศคึกคัก ผู้คนออกมาจับจ่ายซื้อของกันมากมาย 
      ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
      พักผ่อนตามอัธยาศัยที่โรงแรม GOUDIA HOTEL - 3* หรือเทียบเท่า, NASIRIYA
  • Day 4
    Day 4: นาซิริย่า - อูร์ – นาจาฟ (B / L / D)
    • เช้า รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม
      นำท่านเดินทางสู่ เมืองโบราณอูร์ (Ur) ตั้งอยู่ห่างจากเมืองนาฟจา 272 กิโลเมตร เป็นเมืองต้นกําเนิดอารยธรรม        สุเมเรียน ของชาวซูเมอร์ (Sumer) ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 3,800 ปีก่อนคริสตกาล 
      ชม ซิกกูรัตแห่งอูร์ (Ziggurat of Ur) สร้างขึ้นด้วยลักษณะคล้ายกันกับหอคอยแห่งบาเบล (Tower of Babel) ที่ถูกกล่าวถึงในพระคัมภีร์ รวมทั้งกลุ่มอาคารวิหาร ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการบวงสรวงเทพเจ้า ซึ่งชาวซูเมอร์เชื่อกันว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้าซิน หรือ เทพเจ้านันนา (God Sin or God Nanna) ซึ่งเป็นเทพแห่งดวงจันทร์  ใจกลางของซิกกูรัตมีซากปรักหักพัง ที่คาดว่าน่าจะเป็นวิหารสำหรับใช้เป็นศูนย์กลางในการบริหารเมือง แหล่งโบราณคดี เมืองอูร์ แห่งนี้ เชื่อกันว่าเป็นบ้านเกิดของศาสดาอับราฮัม นำท่านชม สุสานหลวงราชวงศ์ สุเมเรียน (Royal Cemetery at Ur) โบราณสถานแห่งนี้ค้นพบโดย ลี โอนาร์ด วูลเลย์ (Leonard Woolley) นักโบราณคดีที่ได้รับการสนับสนุนจากพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอังกฤษและมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ให้ทำการขุดเจาะสำรวจพื้นที่ตั้งแต่ในปี ค.ศ. 1922 ถึง 1934 พิธีการฝังพระศพของราชวงศ์สุเมเรียน แตกต่างไปจากอารยธรรมอื่น ๆ เมื่อกษตัริย์ของราชวงศ์สิ้นพระชนม์แล้ว ข้าราชบริพารที่เคยรับใช้กษัตริย์จะต้องถูกฝังพร้อมกับกษัตริย์ด้วย เนื่องจากความเชื่อที่ว่าข้าราชบริพารนั้นจำเป็นต้องติดตามรับใช้กษัตริย์ในโลกหน้า ดังนั้นสุสานแห่งนี้ จึงมีการค้นพบโครงกระดูกมนุษย์ในหลุมโดยรอบสุสานหลวงจำนวน 78 ร่าง บางแห่งพบภาชนะคล้ายถ้วยขนาดเล็กอยู่ใกล้โครงกระดูก จึงเป็นข้อสันนิษฐานของนักโบราณคดีว่า ข้าราชบริพารบางส่วน อาจจะสมัครใจดื่มยาพิษเอง แต่ก็มีบางโครงกระดูกที่พบร่องรอยของการทุบตีด้วยของแข็งจนเสียชีวิตเช่นกัน อันเป็นผลมาจากการปฏิเสธที่จะดื่มยาพิษด้วยตนเอง  และที่นี่ได้ค้นพบโบราณวัตถุ ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากมาย อาทิ เครื่องประดับทำจากทอง เงิน อัญมณี และโลหะ เครื่องปั้นดินเผา และเครื่องดนตรี เป็นต้น
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน 
      บ่าย จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองนาจาฟ  เมืองศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลาม และเป็นเมืองต้นกําเนิดของศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์  เป็นที่ตั้งของสุสานของอิหม่ามอาลี รวมทั้งเหล่าบรรดาญาติและลูกเขยของศาสดาโมฮัมหมัด และสุสานของกาหลิบองค์ที่สี่ (ช่วงปี ค.ศ. 656-661) ก่อนเช็คอินเข้าโรงแรมที่พัก พาท่านชม ตลาดท้องถิ่น (Souk) ของเมืองนาจาฟ จากนั้นเดินทางเข้าสู่โรงแรมที่พัก 
      ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ  พักผ่อนตามอัธยาศัยที่โรงแรม BARADA HOTEL - 3*   หรือเทียบเท่า, NAJAF
  • Day 5
    Day 5: นาจาฟ – คูฟา – คาบาล่า (B / L / D)
    • เช้า รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม
      นำท่านเดินทางสู่ เมืองคูฟา (Kufa) ต้ังอยู่ห่างจากเมืองนาจาฟ 10 กิโลเมตร เป็นหนึ่งในห้าเมืองของประเทศอิรัก ที่มีความสำคัญต่อชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ นำท่านชม ป้อมปราการและพระราชวังอัล อิมาร่า (Al-Imara Fort and Palace) และบริเวณภายนอกของ บ้านพักอิหม่ามอาลี (House of Imam Ali Ibn Abi Taleb) เป็นบ้านสร้างขึ้นจากอิฐโคลน และมีการบูรณะหลายครั้งโดยใช้หินเป็นส่วนประกอบให้โครงสร้างบ้านแข็งแรง  ภายในมีการจัดแสดงเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันอิหม่ามอาลี จากนั้นชม มัสยิดิ แห่งคูฟา (Great Mosque of Kufa) สร้างขึ้นในช่วงคริสตศ์ตวรรษที่ 7 สถาปัตยกรรมอาคารด้านนอกประดับด้วยทองคำ เงิน และอัญมณีต่างๆ เช่น ทับทิม พลอย เพชร  ภายในมัสยิดทั้งหมดมี อัลกุรอาน ภาษาอาหรับ ที่สลักด้วยทองคำ และพื้นลานกว้างปูด้วยหินอ่อนสีขาว นำเข้าจากประเทศอินเดีย ที่นี่ถือว่าเป็นมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
      จากนั้นเดินทางไป เมืองอัล-คิฟล์ (Al-Kifl) เพื่อชม หลุมฝังศพ พระวจนะ อีเซเคียล (Tomb of Ezekiel) ตั้งอยู่ในพื้นที่ส่วนหนึ่งของมัสยิดอับ-นุชาเลห์ โดยชาวยิวและชาวมุสลิมเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่ฝังศพของผู้เผยแพร่พระวจนะ นามว่า ดูลคิฟล์ (Dhul-Kifl) หรือที่รู้จักในนาม อีเซเคียล (Ezekiel) ตามที่มีการกล่าวถึงในพระคัมภีร์ไบเบิลฮิบรู
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
      บ่าย ช่วงบ่ายเดินทางต่อไปยัง เมืองเก่าอัล-นาจาฟ (Al-Najaf) แวะชม ทะเลสาบอัล-นาจาฟ (Al-Najaf Sea) 
      ระหว่างทางแวะชม มัสยิดและหลุมฝังศพอิหม่ามอาลี (Imam Ali Mosque) จากนั้นเดินทางสู่ เมืองคาบาล่า (Karbala) ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอิรัก ห่างจากกรุงแบกแดดประมาณ 100กิโลเมตร ซึ่งมุสลิมชีอะห์ถือว่าเมืองนี้เป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์เทียบเท่ากับ เมกกะ เมดีน่า และเยรูซาเลม 
      นำท่านชม มัสยิดและหลุมฝังศพ อิหม่ามฮุซัยน์ (Imam Husayn Ibn Ali Shrine) เป็นบุตรของท่านอาลี ที่เสียชีวิต ระหว่างการต่อสู้ระหว่างสองนิกายของศาสนาอิสลาม (ซุนนี่ และ ชีอะห์) ในมัสยิดมีหลุมฝังศพ อัล-อับบาส (Al Abbas) ซึ่งเป็นหลานท่านนบี มุฮัมมัด ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์เดียวกัน 
      โดยมัสยิดทั้งสองถือเป็นมัสยิดศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมชีอะห์ 
      ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
      พักผ่อนตามอัธยาศัยที่โรงแรม RAYHAAN KARBALAA BY ROTANA HOTEL - 4* หรือเทียบเท่า, KARBALA
  • Day 6
    Day 6: คาบาล่า - บาบิโลน – เมืองโบราณเทซิฟอน - แบกแดด (B / L / D)
    • เช้า รับประทานอาหารเช้า
      นำท่านเดินทางสู่ เมืองโบราณบาบิโลน (Babylon) ห่างจากกรุงแบกแดด 123 กิโลเมตร เป็นเมืองโบราณที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเมโสโปเตเมีย เดิมเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรบาบิโลเนีย (Babylonia Kingdom) ซึ่งเป็นอาณาจักรที่เข้มแข็ง มีการปกครองแบบรวมศูนย์ มีการเก็บภาษีอากร และมีการเกณฑ์ทหาร ต่อมาถูกพวกฮิตไทต์ (Hittite) เข้าปล้นสะดมเมื่อ 1590 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งได้เข้าครอบครองกรุงบาบิโลนเป็นเวลาถึง 400 ปี ต่อมาเมื่อ 612 ปีก่อนคริสต์ศักราช พวกคาลเดียน (Chaldean) ซึ่งเป็นชนเผ่าฮีบรู สามารถเข้ายึดกรุงนิเนเวห์ได้สำเร็จ และสถาปนากรุงบาบิโลน ขึ้นเป็นเมืองหลวงอีกครั้ง และตั้งเป็นอาณาจักรบาบิโลเนียขึ้นมาใหม่ ทำให้อาณาจักรนี้มีความเจริญรุ่งเรืองมาก โดยเฉพาะในสมัย พระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ (Nebuchadnezzar) พวกคาลเดียนสามารถ ยกกองทัพไปตีเมืองเยรูซาเลม และต้อนเชลยชาวยิวมายังกรุงบาบิโลน และยังมีการสร้างสวนขนาดใหญ่เรียกว่า สวนลอยแห่งบาบิโลน (Hanging Gardens of Babylon) ซึ่งถือได้ว่าเป็น สิ่งมหศัจรรยข์องโลกยุคโบราณ โดย พระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ที่ 2 แห่งอาณาจักรบาบิโลเนีย ได้สร้างสวนแห่งนี้ให้แก่มเหสีของพระองค์ชื่อ พระนางเซมีรามีส ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ 600 ปีก่อนคริสต์ศักราช ในช่วงสมัยของ ซัดดัม ฮุสเซน ได้บูรณะสถานที่แห่งนี้ใหม่ทั้งหมด แต่การบูรณะทำไม่ถูกหลักการของการบูรณะโบราณสถานในระดับสากล จึงทำให้ดูไม่สวยงามน่าประทับใจดังเดิม หากแต่ความสำคัญของสถานที่นี้ในอดีตนั้นยิ่งใหญ่มาก อย่างน้อยก็เป็นสถานที่ที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชสิ้นพระชมน์ในห้องท้องพระโรงในอดีต ซึ่งพระศพของพระองค์ ถูกรอบล้อมด้วยนายพลทหารรอบกายที่เศร้าโศกเสียใจกับการจากไปของมหาราชผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรพระองค์นี้ 
      ชม ประตูอิชตาร์ (Ishtar Gate) ที่มีชื่อเสียง ซึ่งปัจจุบันมีการจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์เปอร์กามอน (Pergamon Museum) ในกรุงเบอร์ลิน แต่ที่นี่ คุณจะเห็นโครงสร้างเดิมของประตู ที่มีการแกะสลักที่สวยงดงาม 
      จากนั้นชมบริเวณด้านหลังของบาบิโลน ซึ่งเป็นที่ตั้งของ วังของซัดดัม ฮุสเซน (Palace of Saddam) ในอดีตเคยเป็นหนึ่งในพระราชวังที่สวยที่สุดของซัดดัม ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่เหนือทิวทัศน์อันงดงามของแม่น้ำยูเฟรติส หากแต่สภาพปัจจุบันเหลือเพียงซากปรักหักพังของหอคอย และอาคารวังเก่าที่ทรุดโทรม เพราะถูกชาวบ้านมาปล้นขโมยทุกสิ่งงทุกอย่างที่มีค่าไปหมด แม้กระทั่งหลอดไฟหลอดสุดท้าย และตามผนังห้องก็เต็มไปด้วยการพ่นสีเขียนข้อความต่างๆ หรือเรียกว่า กราฟิตี้ นั่นเอง ขนาดอันใหญ่โตมโหฬารและร่องรอยความงดงามที่ยังหลงเหลือของวังแห่งนี้ สะท้อนให้เห็นความมั่งคั่งของซัดดัม ในสมัยที่ยังเรืองอำนาจ แต่ดูเหมือนว่าเขาไม่เคยมีโอกาสที่จะมาอยู่ที่นี่ด้วยซ้ำ
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
      บ่าย เดินทางต่อเพื่อไปเยี่ยมชม เมืองโบราณเทซิฟอน (Ctesiphon) เมืองโบราณที่ตั้งอยู่บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำไทกริส ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ห่างจากกรุงแบกแดด 35 กิโลเมตร ปัจจุบันหลงเหลือเพียงซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้างต่างๆ รวมถึงตัวพระราชวัง อันเป็นผลมากจากการทำสงครามและภัยพิบัติทางธรรมชาติ เดิมเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิพาร์เธียน (Parthian Empire) ในช่วง 58 ปีก่อนคริสตกาล ต่อมากลายเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิซัสซาเนียน (Sassanian Empire) และจักรวรรดิเปอร์เซีย (Persian Empire) เป็นจักรวรรดิสุดท้ายที่ได้ครองดินแดนแห่งนี้ ก่อนที่จะตกเป็นของกลุ่มกองกําลังในนามมุสลิมพิชิตเปอร์เซีย (The Muslim conquest of Persia) ในปีคริสต์ศักราช 651 นำท่านชม ทัก-อี-เกสร่า (Taq-e Kesra) ห้องโถงขนาดใหญ่ ซึ่งในอดีตเป็นพระราชวังของกษัตริย์โคสร่า ที่ 1 ของอาณาจักรซัสซาเนียน (Sasanian Khosra I) พระองค์ขึ้นครองราชย์ในช่วงปี ค.ศ. 241-272
      จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ กรุงแบกแดด (Baghdad)  อดีตคอลีฟะห์ อัล-มันซูร์ แห่งราชวงศ์อับบาซียะห์ ได้สร้างเมืองใหม่ที่หมู่บ้านแบกแดด และให้ชื่อเมืองใหม่นี้ว่า มะดีนะห์ อัล-ซาเลม ซึ่งหมายถึง เมืองแห่งสันติ  ซึ่งในขณะนั้น อัล-มันซูร์ ได้เกณฑ์ช่างมาจากที่ต่างๆ ทั้งจาก อียิปต์ เปอร์เซีย เมโสโปเตเมีย และซีเรีย ใช้เวลาสร้างนานถึง 4 ปี โดยวางผังเมืองให้มีลักษณะคล้ายป้อมปราการทรงกลมขนาดใหญ่   
      นำท่านเช็คอินเข้าสู่โรงแรมที่พัก หากมีเวลาเหลือ จะนำท่านชมเมืองแบกแดดโดยรอบ
      ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
      พักผ่อนตามอัธยาศัยที่โรงแรม AL-MANSOUR HOTEL – 4* หรือเทียบเท่า, BAGHDAD
  • Day 7
    Day 7: แบกแดด – ซามาร่า – เออร์บิล (B / L / D)
    • เช้า รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม
      หากบริหารเวลาได้พอ ก่อนออกจากเมืองแบกแดด จะนำท่านชม พิพิธภัณฑ์แห่งชาติอิรัก (National Museum of Iraq) เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ในกรุงแบกแดด  ซึ่งเป็นแหล่งจัดแสดงโบราณวัตถุ และนิทรรศการทางประวัติศาสตร์ ในอดีตเคยมีโบราณวัตถุล้ำค่าจากอารยธรรมโบราณต่างๆ ในช่วง 5,000 ปี ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น เมโสโปเตเมีย บาบิโลเนีย และเปอร์เชีย แต่ถูกปล้นสะดม หลังการรุกรานที่เกิดขึ้นในอิรัก ในช่วงปี ค.ศ. 2003 ซึ่งพิพิธภัณฑ์ได้ถูกปล้นวัตถุโบราณล้ำค่าไปหลายอย่าง ภายหลังทางพิพิธภัณฑ์สามารถตามหาของที่ถูกขโมยกลับคืนมาได้เพียงบางส่วน และเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการอีกครั้งในปี ค.ศ. 2005 
      จากนั้นเดินทางต่อไปยัง เมืองซามาร่า (Samarra) เป็นเมืองทางตอนเหนือของอิรัก ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำไทกริส ในเขตจังหวัดซาลาดีน (Saladin) ห่างจากกรุงแบกแดดไปทางทิศเหนือ 125 กม. นำชม สุสานอลาสคาริย์ยัน (Alaskariyyan Shrine) ซึ่งเป็นที่ฝังศพของอิหม่ามอาลี อัลฮาดี (Imam Ali Alhadi) และอิหม่ามฮัสซัน อลาสคารี (Imam Hassan Alaskari) สถานที่แห่งนี้จัดเป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของชาวมุสลิมชีอะห์ แต่เคยถูกทำลายด้วยการทิ้งระเบิด โดยยอดโดมได้รับความเสียหายอย่างหนักในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 2006 และต่อมาในเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 2007 ยอดหอขานอีกสองแท่งที่เหลือ 
      ก็ถูกระเบิดทำลายอีกครั้ง ทำให้ชาวมุสลิมชีอะห์เกิดความโกรธแค้นและไม่พอใจอย่างมาก ภายหลังยอดโดมและหอขานทั้งสอง ได้รับการบูรณะซ่อมแซม และมัสยิดแห่งนี้ได้ถูกเปิดอีกครั้งอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 2009
      จากนั้นนำชม มัสยิดแห่งซามาร่า (The Great Mosque of Samarra) เป็นมัสยิดเก่าแก่ สร้างในสมัยศตวรรษที่ 9 โดยเริ่มสร้างในปี ค.ศ. 848 และเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 851 สร้างโดยกาหลิบอัล มูตาวัคคิล (Caliph Al-Mutawakkkil) ราชวงศ์อับบาสิด (Abbasid)  ซึ่งพระองค์เป็นผู้ปกครองในแคว้นซามาร่า ในช่วงตั้งแต่ปี ค.ศ. 847 จนถึงปี ค.ศ. 861 ซึ่งนับเป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในโลกในช่วงเวลานั้น โดยมี หอคอยมัลวิย่า (Malwiya Tower) ที่สูงถึง 52 เมตร และกว้าง 33 เมตร พร้อมทางลาดขดเป็นเกลียวลาดลงตามความสูงของหอคอยเป็นจุดเด่นของสถานที่แห่งนี้
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
      บ่าย นำท่านเดินทางต่อสู่ เมืองเออร์บิล (ERBIL) เมืองหลวงในเขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถานแห่งอิรัก โดยทางรถยนต์ระยะทางห่างจากเมืองซามาร่า ประมาณ 260 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 3.30-4.00 ชั่วโมง
      เดินทางถึงชายแดนเมืองเออร์บิล หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง นำท่านเข้าเช็คอินที่โรงแรมที่พัก
      ขั้นตอนการผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง เพื่อเข้าสู่เขตปกครองตนเองอิสระเคอร์ดิสถาน :
      1) การตรวจเช็คหนังสือเดินทาง
      2) ผ่านการตรวจสัมภาระจากศุลกากร
      3) ออกจากอาคารพร้อมไปขึ้นรถบัสเพื่อไปยังโถงขาเข้า เพื่อพบปะกับไกด์ท้องถิ่นของคุณ
      ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
      พักผ่อนตามอัธยาศัยที่โรงแรม   LE ROCHER HOTEL - 4* หรือเทียบเท่า, ERBIL
  • Day 8
    Day 8: เออร์บิล (B / L / D)
    • เช้า รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม
      ออกเดินทางสู่ ป้อมปราการเออร์บิล (Citadel of Erbil) ที่มีอายุกว่า 7,000 ปี เป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดบนโลกที่มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างต่อเนื่อง ป้อมปราการแห่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งตั้งแต่ในอดีต เช่น ในครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของเมืองชาวสุเมเรียน มีชื่อเรียกว่า เมืองอูร์เบลลัม (Urbellum) หรือ เมืองอาร์เบลล่า (Arbella) และเชื่อกันว่า “อับราฮัม” เคยเดินทางผ่านมายังเมืองนี้ นอกจากนี้ในอดีตเมืองนี้เคยเป็นที่ตั้งของวิหารแห่งเทพธิดาอิสชตาร์ (Ishtar) และเป็นเมืองที่พระเจ้าแดเรียส ที่ 3 (Darius III) หลบหนีมาซ่อนตัวหลังจากเผชิญหน้ากับความพ่ายแพ้จากการสู้รบ กับพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ มหาราช (Alexander the Great) บนดินแดนที่ราบเกากาเมลา (Gaugamela Plains) ปัจจุบันยูเนสโก (UNESCO) กำลังดำเนินโครงการฟื้นฟูขนานใหญ่อยู่
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
      บ่าย นำท่านชม พิพิธภัณฑ์สิ่งทอ (Textile Museum) ที่มีชื่อเสียง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เดิมเป็นบ้านที่อยู่อาศัย ที่มีอายุกว่า 220 ปี ภายในจัดแสดงอาวุธที่ใช้ในการต่อสู้แบบชาวเคิร์ดโบราณ ชุดพื้นเมืองของชาวเคิร์ด พรมทำมือจากภูมิภาคต่างๆ เครื่องประดับ และภาพถ่ายโบราณ และเรื่องราวยุคต่างๆ ในประวัติศาสตร์ของชาวเคิร์ด นอกจากโบราณวัตถุของชาวเคิร์ดแล้ว ยังมีโบราณวัตถุชิ้นอื่นๆอีก ที่มาจากอิหร่าน และตุรกี 
      ตรงข้ามกับพิพิธภัณฑ์สิ่งทอ มีร้านขายของเก่าโบราณขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียง ที่มีสินค้าที่ระลึก ที่เป็นงานฝีมือท้องถิ่นที่สวยงามและมีคุณค่าของเคอร์ดิสถาน ที่คุณสามารถซื้อไว้เป็นที่ระลึกได้ จากนั้นนำท่านเดินเล่นสำรวจ ตลาดอาหาร  และตลาดเกย์ซารี (Qaysari Bazar)
      หากยังพอมีเวลา จะแวะชม หอขานโชลี (Choli Minaret) เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่สำคัญและมีชื่อเสียงที่สุดในอดีตของเมืองเออร์บิล ซึ่งมีอายุเก่าแก่ย้อนไปถึงสมัยอาตาบัก (Atabag) ประมาณช่วงศตวรรษที่ 12 โครงสร้างของหอขานแห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นจากอิฐและกระเบื้องที่นำเข้าจากอียิปต์ ซึ่งเป็นดินแดนที่มีการติดต่อค้าขายเชื่อมโยงกับเคอร์ดิสถานในยุคโบราณ หลังจากระยะเวลาที่ผ่านไปยาวนาน จึงเกิดการทรุดโทรมเสื่อมสภาพลง ชิ้นส่วนสำคัญบางอย่างจึงได้พังและหลุดหายไป แต่อย่างไรก็ตาม หอขานแห่งนี้ยังคงเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยอยู่ในสภาพที่เอนเอียงเล็กน้อย
      ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
      พักผ่อนตามอัธยาศัยที่โรงแรม  LE ROCHER HOTEL – 4* หรือเทียบเท่า, ERBIL
  • Day 9
    Day 9: เออร์บิล – ดูฮอก (B / L / D)
    • เช้า รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม
      ออกเดินทางไปยัง อารามเดโร ดี-มอร์ มาเต (Dayro d-Mor Matay Monastery) หรือคือ อารามนักบุญแมทธิว 
      (St. Matthew’s Monastery) ในช่วงศตวรรษที่ 4 นำชมอารามโดยรอบโดยพระนักบวช อารามนี้เป็นหนึ่งในศาสนสถานที่มีชื่อเสียงที่สุดของคริสตจักรตะวันออก เป็นสถานที่ที่มีการถูกใช้งานมาอย่างต่อเนื่องเกือบ 2,000 ปี ยกเว้นแต่เพียงบางส่วน ที่เคยถูกบังคับให้ปิดลงเพียงไม่กี่ครั้งในอดีต หลังออกจากอาราม เดินทางต่อไปยัง ที่ราบเกากาเมลา (Gaugamela Plains) สถานที่ที่เคยเกิดการสู้รบระหว่าง พระเจ้าแดเรียส ที่ 3 (King Darius III) และพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great) ยามที่เรายืนบนเนินเขา ก็สามารถมองเห็นที่ราบอันกว้างใหญ่ไพศาลด้านล่าง ซึ่งสามารถจินตนาการถึงเหตุการณ์ในอดีต ภาพของสงคราม การปะทะกันระหว่างสองกองทัพ ที่ในที่สุดพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชฏ็เป็นฝ่ายได้ชัยชนะ ทำให้พระองค์ทรงเป็นนักปกครองที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของโลก
      จากนั้นนำชม จีรวานา (Jirwana) คือ ท่อส่งน้ำและสะพาน ที่มีความเก่าแก่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง สร้างขึ้นในยุคสมัยของ เซ็นนาชาริบ (Sennacharib) ในช่วง 690 ปีก่อนคริสตกาล ที่นี่เคยเป็นส่วนหนึ่งของคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่กักเก็บน้ำ ไว้ดูแลสวนต่างๆของเมืองนีเนเวห์ นอกจากนี้ยังมีการนำหินก้อนใหญ่มหึมา ที่ถูกเคลื่อนย้ายด้วยแรงคนมาจากเหมืองหินที่ห่างออกไปหลายร้อยไมล์ บนก้อนหินมีการสลักเรื่องราวต่างๆที่เกิดในยุคสมัยนั้น รวมทั้งความลับของเซ็นนาชาริบ ซึ่งมีความน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
      บ่าย เยี่ยมชม ลาลิช (Lalish) เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเยซิดิส (Yezidis) ซึ่งเป็นผู้สืบทอดของลัทธิโซโรแอสเทรียน (Zoroastrians)  พวกเยซิดิส เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ลึกลับที่สุดในโลก ให้ท่านเรียนรู้เกี่ยวกับพิธีกรรมโบราณของเยซิดิส ที่จัดว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ถูกสืบทอดมาจากศาสนาดั้งเดิมของเคิร์ดดิสถาน
      จากนั้นชม เมืองโบราณอัลกอช (Alqosh) และ อารามฮอร์มิซ (Hormizd Monastery) เป็นอารามที่สำคัญของโบสถ์คาทอลิกชัลดีน (Chaldean Catholic Church) ก่อตั้งขึ้นประมาณปี ค.ศ. 640 เป็นอารามที่ตั้งอยู่บนเชิงหน้าผาบนภูเขา ห่างจากอัลกอช ประมาณ 5 กิโลเมตร 
      เดินทางต่อไปยัง เมืองดูฮอก (Duhok) เมื่อถึงนำท่านเช็คอินเข้าสู่โรงแรมที่พัก 
      ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
      พักผ่อนตามอัธยาศัยที่โรงแรม  KHANI HOTEL - 4* หรือเทียบเท่า, DUHOK
  • Day 10
    Day 10: ดูฮอก - ราวันดูซ์ (B / L / D)
    • เช้า รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม
      หลังอาหารเช้าออกเดินทางไปยัง เมืองโบราณอมาดิย่า (Amadiya) ที่ถือกำเหนิดในยุค อัสซิเรียน (Assyrian) ทำเลที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงเหนือภูมิทัศน์ที่งดงามด้านล่าง เมืองโบราณแห่งนี้ใช้น้ำหล่อเลี้ยงจากน้ำพุร้อน ที่มีต้นกำเนิดห่างไกลออกไป เมืองอมาดิย่า ตั้งอยู่ห่างจากเมืองดูฮอกมาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 90 กม. และตั้งอยู่บนความสูงประมาณ 1,400 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ตัวเมืองล้อมรอบด้วยป้อมปราการที่มีความแข็งแรงมากในอดีต มี ประตูบับ เซบาร์ (Bab Zebar Gate) เป็นประตูหลักของเมืองที่ตั้งอยู่ในด้านทิศตะวันออก ความกว้างประตู 4 เมตร สร้างโดย อิมาดุดดีน อัล-ซันคี (Imaduddin Al- Zanki) ในช่วงศตวรรษที่ 500-600 มีหอขานตั้งอยู่ตรงใจกลางเมือง มีความสูง 30 เมตร ประตูแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงสมัยของ ท่านสุลต่านฮัสเซน วาลี (Sultan Hussein Wali) ผ่านชมโบสถ์ของชาวยิว (Synagogue) ที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 3 ตั้งอยูในบริเวณตีนเขา 
      จากนั้นแวะชม วิทยาลัยสอนศาสนาของชาวอียิปต์ (Egyptian Madrasa) ซึ่งก่อตั้งโดยมหาวิทยาลัยไคโร เมื่อหลายศตวรรษที่ผ่านมา
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
      บ่าย ออกเดินทางต่อสู่ เมืองราวันดูซ์ (Rawanduz) เส้นทางจะผ่านวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของแคว้นบาร์ซาน (Barzan Region) ระหว่างทางแวะชม อนุสาวรีย์ของ มูลลาห์ มุสตาฟาร์ (Mullah Mustapha Memorial) ซึ่งเป็นบิดาแห่งเคอร์ดิสถานยุคใหม่ เดินทางต่อไปยังเมืองโซราน (Soran) ผ่านถ้ำชานิดาร์ (Shanidar Cave) ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีการขุดค้นพบซากโบราณวัตถุในยุคก่อนประวัติศาสตร์ครั้งแรกของโลก เดินทางต่อบนถนนแฮมิลตัน (Hamilton Road) ที่มีชื่อเสียง เนื่องจากเป็นหนึ่งในผลงานทางวิศวกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของศตวรรษที่ผ่านมา จากนั้นออกเดินทางต่อสู่เมืองราวันดูซ์ เมื่อถึงนำท่านเช็คอินเข้าสู่โรงแรมที่พัก
      ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
      พักผ่อนตามอัธยาศัยที่โรงแรม  KOREK MOUNTAIN RESORT – 4* หรือเทียบเท่า, RAWANDUZ
  • Day 11
    Day 11: ราวันดูซ์ - สุไลมานี (B / L / D)
    • เช้า รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม
      หลังรับประทานอาหารเช้า นำท่านออกเดินทางเพื่อไปยัง เมืองสุไลมานี (Sulaymani) เส้นทางจะวิ่งผ่าน เมืองโดกัน (Dokan) เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีธรรมชาติที่สวยงามและมีชื่อเสียงในเคอร์ดิสถาน มีทะเลสาบโดกันที่งดงามซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนเป็นประจำ อยู่ห่างจากสุไลมานี ประมาณ 70 กิโลเมตร นอกจากนี้เมืองโดกันยังมีการจัดงานเฉลิมฉลองในระดับชาติหลายอย่างตลอดทั้งปี
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
      บ่าย    เดินทางถึงสุไลมานี นำท่านชม พิพิธภัณฑ์บ้านสีแดง (Amna Suraka Red House) เป็นหนึ่งใน "สถานที่แห่งความน่าสะพรึงกลัว" ในสมัยของซัดดัม ฮุสเซน ในภาษาเคิร์ด คำว่า "Amna Suraka" แปลว่า "ความปลอดภัยสีแดง" อาคารหลักสร้างด้วยอิฐสีแดง จึงเป็นที่มาของชื่ออาคารหลังนี้ จากเรื่องราวในอดีตที่น่าสะพึงกลัว ที่เกิดขึ้น ณ.ที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ ซัดดัมใช้ทรมานและสังหารกลุ่มกบฏชาวเคิร์ดนับพัน รัฐบาลของเคิร์ดดิสถานจึงเลือกที่จะเก็บอาคารไว้เหมือนเดิมแทนที่จะทำลายลง และเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ตระหนักว่าสงครามไม่มีใครได้ประโยชน์ เกิดแต่ความสูญเสียอย่างแน่นอน
      จากนั้นไปชม ตลาดซูลิ (Suli Bazar) ซึ่งเป็นตลาดที่เก่าแก่ของเคิร์ดดิสถาน มีของจำหน่ายมากมาย ทั้งของใช้ทั่วไปและของที่ระลึก และชม โรงน้ำชาชาอับ (Sha’ab Tea House) ที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่ที่สุดในเมือง เปิดตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1950 ที่นี่จึงเป็นเสมือนสถานที่ที่เป็นจิตวิญญานทางวัฒนธรรมของผู้คนชาวเมืองนี้ ที่มักมาพูดคุย แลกเปลี่ยน จิบน้ำชา ในเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของโลก
      เดินทางต่อไปยัง ภูเขาโกอิซา (Goizha Mountain) สถานที่ที่ท่านสามารถชมวิวทิวทัศน์ของเมืองโดยรอบได้จากด้านบนยอดสูงสุดของภูเขา เนื่องจากเป็นเนินเขาที่อยู่ใกล้เมืองสุไลมานมากที่สุด จึงเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับคนท้องถิ่นไปปิกนิก หรือ นั่งชมพระอาทิตย์ตกได้อย่างสวยงามจากที่นี่
      จากนั้นนำท่านเดินทางไปเช็คอินเข้าสู่ที่พัก 
      ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
      พักผ่อนตามอัธยาศัยที่โรงแรม  COPTHORNE BARANAN HOTEL – 4* หรือเทียบเท่า, SULAYMANI
  • Day 12
    Day 12: ฮาลับจา - สุไลมานี (B / L / D)

    • เช้า รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม
      เดินทางไปชม พิพิธภัณฑ์สุไลมานี (Sulaymani Museum) ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีโบราณวัตถุสะสมที่มากที่สุดในเคอร์ดิสถาน และมากเป็นอันดับสองของอิรัก ซึ่งพิพิธภัณฑ์อื่นๆในเคอร์ดิสถาน ไม่มีสามารถเทียบได้กับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ภายในจัดแสดงโบราณวัตถุตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงช่วงปลายยุคของออตโตมัน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 กรกฎาคม 1961 แต่ที่ผ่านมาได้ถูกปิดเป็นครั้งเป็นคราวยามที่บ้านเมืองไม่สงบ จนครั้งหลังสุดมาเปิดอย่างเป็นทางการวันที่ 20 สิงหาคม 2000 
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
      บ่าย ออกเดินทางสู่ เมืองฮาลับจา (Halabja) เมืองที่ผ่านการสูญเสียจากเรื่องราวในอดีตอันขมขื่น เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 1988 ซัดดัม ฮุสเซ็น สั่งให้ใช้อาวุธเคมีในการโจมตีอย่างน้อย 24 หมู่บ้านในเขตเคอร์ดิสถาน โดยเฉพาะที่เมืองฮาลับจามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5,000 คน ซึ่งเป็นผลมาจากการโจมตีด้วยการใช้อาวุธทางเคมี และประมาณการว่ามีผู้บาดเจ็บอีกราว 10,000 คน หรืออาจส่งผลให้มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง ก่อนสงครามสิ้นสุดลง ทหารอิรักก็เข้ามาทำลายเมืองลงอย่างราบคราบ บางส่วนโชคดี สามารถหนีข้ามชายแดนไปยังอิหร่านได้ ซึ่งภายหลังต่อมา ในเดือนมีนาคม 2010 ศาลอาญาสูงสุดของอิรักได้ตัดสินให้การสังหารหมู่ที่ ฮาลับจา เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ แต่ซัดดัมก็ถูกประหารชีวิตจากการกระทำที่โหดร้ายในคดีอาชญากรรมในที่อื่นๆ ก่อนที่เขาจะถูกลงโทษในเคอร์ดิสถาน ทุกวันนี้เมืองกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เหตุการณ์เลวร้ายที่ผ่านมาเป็นบทพิสูจน์ถึงความยืนหยัดสู้และอดทนของชาวเคิร์ด ในการเอาชีวิตรอดจากการกระทำที่โหดร้ายของซัดดัม ฮุสเซ็น ชม พิพิธภัณฑ์และสุสานฮาลับจา (Halabja Museum and Memorial Cemetery)  
      จากนั้นแวะชม น้ำตกอาเหม็ด อวา (Ahmed Awa Waterfall) อันใหญ่โตและสวยงาม เป็นสถานที่ซึ่งเคยเกิดเหตุการณ์ที่นักท่องเที่ยวอเมริกันสามคนมาเดินเขา และลับลอบข้ามแดนไปยังอิหร่านแบบผิดกฏหมาย เมื่อปี ค.ศ. 2009  
      เดินทางกลับไปยังเมืองสุไลมานี 
      ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
      พักผ่อนตามอัธยาศัยที่โรงแรม  COPTHORNE BARANAN HOTEL –  4* หรือเทียบเท่า, SULAYMANI
  • Day 13
    Day 13: เออร์บิล - กรุงเทพฯ (B / L / - )

    • เช้า รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม
      ออกเดินทางกลับไปยังเมืองเออร์บิล ระหว่างทางผ่าน เมืองคอยซินจาค (Koisinjak) เมืองบนเส้นทางคาราวานในอดีต แวะชม คาราวานเซอราย (Caravanserai) หรือที่พักของนักเดินทางในยุคเส้นทางสายไหมโบราณ และชม ตลาดเงินเก่า (Silver Bazar)
      จากนั้นแวะชม ถ้ำซาร์ซี (Zarzi Cave) และ จุดชมวิวทะเลสาบโดกัน (Dokan Lake) ที่ตั้งอยู่ระหว่างทาง
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
      บ่าย หากมีเวลาให้ท่านได้อิสระตามอัธยาศัย เมื่อได้เวลาสมควร นำท่านเดินทางสู่สนามบิน
      21.40  น. เดินทางสู่ โดฮา โดยสายการบิน QATAR AIRWAYS เที่ยวบินที่ QR 451 (ใช้เวลาเดินทาง 2.25 ชั่วโมง) 
  • Day 14
    Day 14: กรุงเทพฯ
    • 00.05  น. เดินทางถึงสนามบินโดฮา รอเปลี่ยนเครื่องบิน 
      02.00  น. เดินทางสู่ กรุงเทพฯ โดยสายการบิน QATAR AIRWAYS เที่ยวบินที่ QR 834 (ใช้เวลาเดินทาง 6.30 ชั่วโมง)
      12.30  น. เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

      ****************************************
      หมายเหตุ : โปรแกรมอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมขึ้นกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น 

Top