คอเคซัส Simply Trip 13 วัน
ทัวร์
ยุโรป
ระยะเวลา
13 วัน
สายการบิน
วันเดินทาง
16-28 กันยายน 2562
Hilight

โกลบอล ฮอลิเดย์ ขอเชิญนักเดินทางทุกท่านร่วมท่องเที่ยวไปกับผู้มากประสบการณ์ตัวจริงบนดินแดนเทือกเขาคอเคซัสด้วยกัน      

จอร์เจีย อาร์เมเนีย และอาเซอร์ไบจัน ทั้งสามประเทศได้ซึมซับรับเอารากเหง้าทางศิลปวัฒนธรรมและการเมืองการปกครองที่ผูกพันกับทวีปยุโรปซีกโลกตะวันตกมากกว่าซีกโลกตะวันออกอย่างเอเชีย อันดูได้จาก

อาคารสถาปัตยกรรมต่างๆ และศาสนสถานเก่าแก่มากมายที่ปรากฎให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน ความโดดเด่นที่ถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่ง

 ของดินแดนแถบนี้คือ ผลไม้ท้องถิ่น อาทิเช่น จอร์เจีย คู่กับ องุ่น เป็นบ้านเกิดของไวน์, อาร์เมเนีย คู่กับ ทับทิม เป็นบ้านเกิดของน้ำทับทิม และทับทิมถือเป็นผลไม้ประจำชาติของอาร์เมเนียอีกด้วย


แผนการท่องเที่ยว
  • Day 1
    1) วันที่ 16/9/2562 กรุงเทพฯ (Bangkok) – โดฮา (Doha) – บากู (Baku) อาเซอร์ไบจัน
    • 06.30 น. พร้อมกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ณ อาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ชั้น 4 ประตู 8 เคาน์เตอร์ Q โดยสายการบิน QATAR AIRWAYS โดยมีเจ้าหน้าที่บริษัทฯ คอยให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกในการเช็คอินด้านสัมภาระและเอกสารให้กับท่าน
      09.05 น.    เหินฟ้าสู่ เมืองโดฮา ประเทศกาต้าร์ โดยสายการบิน QATAR AIRWAYS เที่ยวบินที่ QR 831 
      (ใช้เวลาบิน 7 ชั่วโมง) (บริการอาหารบนเครื่องบิน)
      12.05 น.  เดินทางถึงสนามบินโดฮา รอเปลี่ยนเครื่องบินเพื่อเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทาง เมืองบากู  
      17.15 น. เหินฟ้าสู่ เมืองบากู สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจัน โดยสายการบิน QATAR AIRWAYS เที่ยวบินที่ QR 353 
      (ใช้เวลาบิน 2 ชั่วโมง 50 นาที) (บริการอาหารบนเครื่องบิน)
      21.05 น. เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติเฮดาอาลิเยฟ เมืองบากู สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจัน หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยแล้ว นำท่านเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองบากู
      เข้าสู่โรงแรมที่พัก Central Park Hotel 4*, Baku หรือเทียบเท่า
  • Day 2
    2) วันที่ 17/9/2562 เมืองเก่าบากู (Baku Old City) – โกบูสถาน (Gobustan) (B,L,D)
    • เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
      เริ่มท่องเที่ยวนำชมเมืองหลวงบากู  "บากู" หรือชื่อเดิม “บากี” เป็นภาษาเปอร์เซียแปลว่าเมืองแห่งสายลม เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของอาเซอร์ไบจัน ตั้งอยู่ริมทะเลสาบแคสเปียนของภูมิภาคคอเคซัส เมืองบากูอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 28 เมตร จึงทำให้บากูเป็นเมืองหลวงที่อยู่ต่ำที่สุดในโลก ทั้งยังเป็นเมืองศูนย์กลางทางด้านวิทยาศาสตร์ วัฒนธรรมและอุตสาหกรรมของอาเซอร์ไบจัน มีห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ รวมทั้งมีสถาบันการศึกษาขนาดใหญ่หลายแห่งรวมตัวกันอยู่ในเมืองนี้   
      นำท่านไปที่ จุดชมวิวเมืองบากู (Sahidlar Xiyabani) ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงสุดจากยอดเขาทั้งเจ็ดลูกของเมืองบากู เป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ในมุมกว้างของเมืองบากู สามารถมองเห็นอ่าวโค้งของทะเลสาบแคสเปียน ตัวตึกรามบ้านช่อง และอาคารสูงตระง่าน รวมทั้งท่าเรือและเรือขุดเจาะน้ำมัน จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมเมืองบากูมีการพัฒนาเมืองอย่างรวดเร็ว เพราะทรัพยากรธรรมชาติพวกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีอย่างมากมายมหาศาล ระหว่างทางขึ้นจุดชมวิว จะเดินผ่านสุสานของเหล่าทหารและวีรชนที่เสียชีวิตในสงคราม ใกล้กับจุดชมวิว จะเป็นที่ตั้งของกลุ่มอาคารรูปเปลวเพลิง (Flame Towers) เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สะท้อนถึงความทันสมัยของเมืองแห่งนี้ 
      จากนั้นนำท่านเดินเที่ยวแถว ย่านเมืองเก่า (Baku Old City) พาชม ประตูเมืองเก่าเชเมคา (Shemakha Gate) พระราชวังเชอร์วานชาค์ (Shirvanshakh's Palace) ภายในจะมีศาลตัดสินความ สุสานของกษัตริย์และเหล่าเชื้อพระวงศ์ โรงอาบน้ำโบราณ ที่พักกองคาราวาน (Caravanserai) หอสังเกตการณ์เมดาน (Maiden Tower) และ ตลาดผลไม้ในสมัยโบราณ ซึ่งปัจจุบันดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งก่อสร้างในยุคศตวรรษที่ 11-12  ต่อมาในปีค.ศ.1806 อาเซอร์ไบจันถูกครอบครองโดยจักรวรรดิ์รัสเซีย ที่นี่จึงเป็นศูนย์กลางทางการค้า มี
      ร้านค้ากว่า 700 ร้าน ประชากรรวมกันกว่า 7,000 คน ภายในกำแพงเมืองเก่ามีปืนใหญ่ตั้งอยู่รายรอบ ประตูเมืองทั้งสองแห่งเปิดให้ทำการค้าและมีการตั้งสำนักงานศุลกากรขึ้นในปีค.ศ.1809 ในเวลาต่อมาเมืองบากูเริ่มขยายและถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน พวกที่คิดว่าตนเองดีกว่ารวยกว่าก็ย้ายออกไปตั้งบ้านเรือนใหม่นอกกำแพงโดยนำรูปแบบการก่อสร้างแบบบาร็อคและโกธิคมาใช้ จึงทำให้ย่านเมืองบากูใหม่มีบ้านเมืองที่คล้ายคลึงกับแถบยุโรป นอกจากนี้ในปีค.ศ.2000 เมืองเก่าบากูได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมอีกด้วย
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
      บ่าย นำท่านเดินทางไปยัง โกบูสถาน (Gobustan) ตั้งอยู่ห่างจากเมืองบากู โดยมีระยะทางราว 65 กิโลเมตร 
      อุทยานโกบูสถาน ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะภาพแกะสลักและภาพวาดที่เกี่ยวกับเรื่องราวการล่าสัตว์ การต่อสู้ และพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงช่วงยุคกลาง นักมานุษยวิทยาและนักโบราณคดีคาดว่าเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของมนุษย์ในระหว่าง 5,000 - 40,000 ปีที่ผ่านมา โกบูสถานถูกค้นพบโดยกลุ่มคนงานเหมืองในปีค.ศ.1930 เมื่อพนักงานคนหนึ่งสังเกตเห็นภาพแกะสลักอยู่บนโขดหิน นอกจากนั้นยังค้นพบถ้ำที่เต็มไปด้วยภาพเขียนต่างๆที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของโลกและประเทศอาเซอร์ไบจัน องค์กรยูเนสโก้จึงประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกในปีค.ศ.2007 
      ค่ำ        รับประทานอาหารค่ำ
      เข้าสู่โรงแรมที่พัก Central Park Hotel 4*, Baku หรือเทียบเท่า
  • Day 3
    3) วันที่ 18/9/2562 บากู (Baku) – เชเมคา (Shemakha) – เชคฆี (Sheki) (B,L,D)
    • เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
      ออกเดินทางสู่ เมืองเชคฆี ไปทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองบากู ระหว่างทางชื่นชมทิวทัศน์อันสวยงาม  ระหว่างทางแวะชม ภูเขาไฟโคลน (Mud Volcano) ที่เกิดจากดินเหลวและก๊าซ ลักษณะคล้ายลาวาพุ่งขึ้นจากใต้ดิน ในประเทศอาเซอร์ไบจันมีภูเขาไฟโคลนมากกว่าครึ่งหนึ่งที่พบบนโลก 
      จากนั้นเดินทางต่อไปบนเส้นทางผ่านเมืองเชเมคา (Shemakha) เมืองหลวงเก่าของอาเซอร์ไบจันก่อนที่จะย้ายไปยังเมืองบากู แวะชม สุสานของดิริบาบา (Diri Baba Mausolem)  ตั้งอยู่ที่เมืองมาราซา (Maraza) สร้างอยู่บริเวณที่เป็นหน้าผา เป็นอาคารสถาปัตยกรรมสองชั้นที่มีรูปแบบสวยงาม สร้างเจาะเข้าไปในหน้าผา สร้างในสมัยศตวรรษที่ 14 เป็นสุสานของท่านเชค ดิริบาบา (Sheikh Diri Baba) นักบุญผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวอาเซอร์ไบจันเคารพนับถือและเดินทางมาจาริกแสวงบุญ ณ ที่แห่งนี้ทุกปี 
      แวะชมอีกหนึ่งสถานที่บนเส้นทางนี้ที่ห้ามพลาด คือ Yeddi Gumbaz Mosque ที่เก่าแก่ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่10
      ได้เวลาพอสมควรเดินทางต่อไปจนถึงเมืองเชคฆี 
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
      นำท่านชม พระราชวังเชคฆี (Sheki Khans Palace) เป็นพระราชวังฤดูร้อนของข่านเชคฆี ภายนอกตกแต่งด้วยกระเบื้องหลากสี สีน้ำเงินเข้ม สีฟ้าคราม สีเหลือง ตามรูปทรงเรขาคณิตแบบอิสลาม พร้อมด้วยน้ำพุ สระน้ำและการจัดสวน โครงสร้างที่ใหญ่และหรูหรา ภายในผนังและเพดานเต็มไปด้วยภาพวาดลวดลายสวยงามแตกต่างกันไปในแต่ละห้อง อีกทั้งหน้าต่างยังใช้กระจกสีที่นำมาจากอิตาลีโดยผ่านพ่อค้ากองคาราวาน พระราชวังแห่งนี้สร้างเสร็จในปีค.ศ.1762 โดยมูหะหมัด ฮัสซัน ข่าน และได้รับการบูรณะใหม่โดยได้รับเงินสนับสนุนจากธนาคารโลก จากนั้นหากมีเวลาเหลือ เดินเล่นชมร้านรวงที่ขายสินค้าพื้นเมืองรวมทั้งขนมหวานที่มีชื่อเสียงของเมืองเชคฆีที่มีชื่อว่า “Halva” ก่อนเดินทางต่อไปยังโรงแรมเพื่อพักผ่อนอย่างอิสระตามอัธยาศัย
      ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ 
      เข้าสู่โรงแรมที่พัก Sheki Saray Hotel  4*, Sheki หรือเทียบเท่า
  • Day 4
    4) วันที่ 19/9/2562 เชคฆี – อารามโบดเบ (Bodbe Monastery) – ซิกนากี ( Sighnaghi ) จอร์เจีย (B,L,D)
    • เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
      อำลาอาเซอร์ไบจัน เดินทางต่อไปยังด่านพรมแดนอาเซอร์ไบจัน-จอร์เจีย ผ่านการตรวจคนเข้าเมือง เปลี่ยนรถ พบมัคคุเทศก์ชาวจอร์เจียเพื่อเดินทางไปยังเมืองซิกนากี (โปรดทราบ...ระหว่างการข้ามพรมแดนทั้งสองประเทศ จะมีช่วงรอยต่อพรมแดนที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ (No Man Land)  ท่านจะต้องลากกระเป๋าของตนเอง ระยะทางประมาณ 50 เมตร  ไม่มีคนยกกระเป๋าบริการ เนื่องจากเป็นเขตแดนควบคุมการเข้าออกอย่างเข้มงวด) 
      เมืองซิกนากี (Sighnaghi) เมืองเล็กๆที่มีประชากรอาศัยอยู่ไม่เกิน 3,000 คน ในเขตแคว้นคาเคติ (Khakheti) เมืองนี้มีชื่อที่มาจากภาษาเตอร์กิชว่า “Signakh” แปลว่า “ที่พักอาศัย” ปัจจุบันได้ถูกเรียกขานว่า นครแห่งความรัก (Love City) เนื่องจากสถาปัตยกรรมและสีสันอันอ่อนหวานของบ้านเรือนแบบพื้นบ้านที่ทอดตัวอยู่บนเนินเขา เมื่อมองลงไปจะมองเห็นผืนที่ราบกว้างใหญ่ ซิกนากีเป็นเมืองสำคัญในประวัติศาสตร์อีกแห่งของจอร์เจีย ในฐานะเป็นศูนย์กลางทางการค้าและงานศิลปะพวกช่างฝีมือแขนงต่างๆ  สิ่งสำคัญโดดเด่นเฉพาะถิ่นแถบนี้คือ การทำไร่องุ่นและการบ่มไวน์ที่มีชื่อเสียงมาช้านาน ที่นี่เป็นแหล่งเพาะองุ่นพันธุ์ที่ดีที่สุดในจอร์เจีย เขตคาเคติมีกำลังการผลิตไวน์ได้ถึงร้อยละ 70 ของประเทศ  นำท่านร่วมเดินทางไปบน เส้นทางแห่งไวน์ (Wine Route) ที่เป็นถนนสายเล็กๆที่ซอกซอนเข้าไปในหมู่บ้านแทบทุกสาย 
      นำท่านเดินทางไปยัง อุโมงค์ไวน์ (Winery Khareba) ที่ท่านจะได้ชมกระบวนการการผลิตพร้อมชิมไวน์ที่มีชื่อเสียงของจอร์เจียที่เก็บบ่มไวน์ในอุโมงค์ใต้ดิน ด้วยคุณภาพไวน์จากวิธีการเก็บบ่มไวน์ดังกล่าวนี้เองทำให้จอร์เจียและไวน์ของที่นี่ได้รับสมญานามว่า Georgia - A Cradle of Wine
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน 
      บ่าย นำท่านชม อารามโบดเบ (Bodbe Monastery) ที่ตั้งอยู่ห่างจากซิกนากีออกไป 2 กิโลเมตร ถือเป็นสถานที่แสวงบุญที่ศักดิ์สิทธิ์และสำคัญมากอีกแห่งหนึ่ง ใช้เป็นสถานที่บูชาระลึกถึงนักบุญนิโน (St.Nino) ผู้เผยแพร่คริสต์ศาสนาของจอร์เจียในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 4
      เมื่อได้เวลาพอสมควร นำท่านเช็คอินเข้าที่พักเพื่อพักผ่อนและเปลี่ยนอิริยาบถ 
      ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ พร้อมเชิญท่านลองลิ้มชิมไวน์ที่ทางร้านทำขึ้นเองแบบพื้นบ้าน ซึ่งใช้กรรมวิธีการผลิตไวน์ดั้งเดิมของที่นี่ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่แปลกไม่เหมือนใครในโลก
      เข้าสู่โรงแรมที่พัก Kabadoni Boutique Hotel  4*, Sighnaghi หรือเทียบเท่า
  • Day 5
    5) วันที่ 20/9/2562 ซิกนากี (Sighnaghi) – ทบิลิซี (Tbilisi) (B,L,D)
    • เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
      นำชม พิพิธภัณฑ์มนุษยวิทยาและโบราณคดีแห่งซิกนากี (Ethnographic and Archaeological Museum) บริเวณภายในชั้นล่างจัดแสดงวัตถุโบราณต่างๆที่ขุดค้นพบจากสุสานในแถบหุบเขาอลาซานี (Alazani) เครื่องแต่งกาย เครื่องดนตรี เครื่องมือ อาวุธต่างๆ ส่วนชั้นบนท่านจะได้ชมภาพเขียนของนักประพันธ์กวีผู้โด่งดังในจอร์เจีย 
      Niko Pirosmani และ Lado Gudiashvili จากนั้นอิสระให้ท่านเดินเล่นในเมืองซิกนากี เมืองเล็กๆบนเนินเขา ช้อปปิ้งงานถักทอพื้นเมืองที่ทำโดยชาวบ้านในราคากันเอง  
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน 
      บ่าย เดินทางต่อไปสู่ เมืองทบิลิซี (โดยมีระยะทาง 110 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 2 ชั่วโมง)
      อิสระให้เดินเล่นบน ถนนรุสตาเวลี (Rustaveli Avenue) เป็นถนนธุรกิจสายหลักของนครที่สองฟากถนนมีอาคารสไตล์ยุโรปสวยงามตั้งเรียงรายเต็มไปด้วยร้านค้าหรูหรา ร้านกาแฟ ร้านแผงลอยขายของที่ระลึกมากหลากหลายวางอวดโฉมอยู่บนทางเท้าราวกับพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง 
      จากนั้นนำท่านขึ้นกระเช้าไฟฟ้าสู่ ป้อมปราการหินนาริกาลา (Narikala Fortress) ป้อมปราการที่ได้รับการยกย่องว่าแข็งแกร่งและตีได้ยากที่สุดบนเส้นทางสายไหม และถือว่าเป็นจุดชมวิวไฮไลท์ของทบิลิซี ใกล้ๆ กันก็จะเห็นอนุสาวรีย์แม่แห่งจอร์เจีย (Mother of Georgia) โดยเป็นรูปหล่อจากอลูมิเนียมสูง 20 เมตร มือข้างหนึ่งถือดาบ ข้างหนึ่งถือแก้วไวน์ เป็นสัญลักษณ์แสดงลักษณะนิสัยของชาวจอร์เจียที่มีมิตรไมตรีต่อแขกที่มาเยือนแต่ก็พร้อมที่จะสู้กับศัตรูที่เข้ามารุกราน 
      ค่ำ        รับประทานอาหารค่ำ
      เข้าสู่โรงแรมที่พัก Best Western hotel 4*, Tbilisi หรือเทียบเท่า
  • Day 6
    6) วันที่ 21/9/2562 ทบิลิซี – มซเฮตา (Mtskheta) – คาซเบกิ (Kazbegi) (B,L,D)
    • เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
      นำท่านเที่ยว เมืองมซเฮตา (Mtskheta) เมืองที่เป็นศูนย์กลางทางศาสนาของจอร์เจีย ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงทบิลิซีไป 25 กิโลเมตร ในอดีตเมืองแห่งนี้เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรไอบีเรียตั้งแต่ในช่วงยุค 300 ปีก่อนคริสตกาล จนกระทั่งศตวรรษที่ 5 องค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียน “โบราณสถานแห่งเมืองมซเฮตา” ให้เป็นมรดกโลกในปีค.ศ. 1994
      จากนั้นนำท่านสู่ อารามจวารี (Jvari Monastery) จากเนินเขาที่ตั้งของอารามจะมองเห็นวิวทิวทัศน์สวยงามของอดีตเมืองหลวงเก่าของจอร์เจีย และเป็นบริเวณจุดบรรจบกันของแม่น้ำสองสายหลักของจอร์เจีย คือ แม่น้ำมตควารีและแม่น้ำอารักวี อารามแห่งนี้เป็นที่เก็บไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์หนึ่งในสามอันที่สร้างในสมัยนักบุญนีโน่ 
      จากนั้นนำท่านชม มหาวิหารสเวติสโฆเวลี (Svetitskhoveli Cathedral) สร้างขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 11 ที่นี่คือศูนย์กลางทางศาสนาที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในจอร์เจีย ภายในมหาวิหารแห่งนี้จะมีภาพเขียนเฟรสโก้ที่สวยงามบอกเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับคริสต์ศาสนา และยังมีหลุมฝังพระศพของกษัตริย์จอร์เจียที่สำคัญอีกสองพระองค์คือ กษัตริย์วาคตัง กอร์กาซาลี (King Vakhtang Gorgasali of Katli) แห่งศตวรรษที่ 4 และกษัตริย์อีเรคเคิลที่สอง (King Erekle II) แห่งศตวรรษที่ 18  
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
      บ่าย ออกเดินทางต่อไปบนเส้นทางหลวงทหารจอร์เจียสายประวัติศาสตร์ (Georgian Military Highway) ทางทิศเหนือของทบิลิซี สู่เมืองคาซเบกิ ระหว่างทางแวะชม ป้อมปราการอันนานูรี (Ananuri Fortress) ซึ่งเป็นป้อมปราการเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอารักวีใกล้อ่างเก็บน้ำซินวาลี สร้างขึ้นโดยท่านดยุคแห่งอารักวีในช่วงคริสต์ศตวรรษที่13 ป้อมปราการนี้ประกอบด้วยสองส่วนเข้าด้วยกัน คือ ป้อมปราการส่วนบนที่เป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมนั้นถูกอนุรักษ์ไว้อย่างดี และป้อมปราการส่วนล่างที่มีลักษณะอาคารทรงกลมอยู่ในสภาพถูกทำลายเสียหายโดยส่วนใหญ่ ปัจจุบันป้อมปราการแห่งนี้อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาคัดเลือกให้เป็นมรดกโลกอีกด้วย (Unesco Tentative List)  
      เดินทางต่อสู่เมืองแห่งสกีรีสอร์ทที่สวยงามแห่งเทือกเขาคอเคซัส ณ ระดับความสูง 2,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เป็นประตูหน้าด่านสู่ เมืองสเตปันทสมินดา (Stepantminda) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อว่า เมืองคาซเบกิ (Kazbegi) บนเส้นทางหลวงทหารสายนี้ ท่านจะได้เพลิดเพลินกับความงดงามตระการตาของวิวทิวทัศน์แถบเทือกเขาคอเคซัส (The Greater Caucasus) ตลอดเส้นทาง คาซเบกิเป็นชื่อเรียกในสมัยที่ถูกปกครองโดยสหภาพโซเวียต เมืองใกล้ชายแดนรัสเซียที่มีชื่อเสียงในเรื่องของความงามทางธรรมชาติของทิวทัศน์และยอดเขาคาซเบ็ก (Mount Kazbek) ซึ่งมีความสูง 5,047 เมตร เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดเป็นอันดับเจ็ดของเทือกเขาคอเคซัส 
      ค่ำ รับประทานอาหารค่ำที่โรงแรม 
      เข้าสู่โรงแรมที่พัก Rooms Hotel 3*, Kazbegi หรือเทียบเท่า
  • Day 7
    7) วันที่ 22/9/2562 คาซเบกิ (Kazbegi) – โกรี (Gori) – นครถ้ำอุพลิทซิเฆ – ทบิลิซี (B,L,D)
    • เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม พร้อมชมทิวทัศน์ของเทือกเขาคอเคซัสและยอดเขาคาซเบ็ก ณ ระเบียงเบื้องหน้าของโรงแรม
      นำท่านนั่งรถจี๊ป (คันละ 4-5 ท่าน) ขึ้นสู่ยอดเนินเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของ โบสถ์สมินดา ซาเมบา (Tsminda Sameba Church / Gergeti Trinity Church) ในระดับความสูง 2,170 เมตรที่อยู่ใกล้หมู่บ้านเกอเกติ โบสถ์เก่าแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 14 มีอายุกว่า 700 ปี ปัจจุบันโบสถ์แห่งนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์การท่องเที่ยวของจอร์เจีย และได้ขึ้นหน้าปกของหนังสือท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง Lonely Planet ฉบับล่าสุด อิสระให้ท่านถ่ายภาพวิวทิวทัศน์บริเวณรอบๆ โบสถ์ที่มองเห็นหมู่บ้านเกอเกติอยู่เบื้องหน้าและเมืองคาซเบกิอยู่เบื้องหลังและทุ่งหญ้ารอบเนินเขาก็เป็นแหล่งอาหารของฝูงวัวแห่งคอเคซัสด้วย (ก่อนเข้าชมโบสถ์ด้านใน เฉพาะผู้หญิงจะต้องนุ่งผ้าที่ทางวัดเตรียมไว้ให้) 
      จากนั้นเดินทางกลับลงไปยังเมืองเพื่อเปลี่ยนเป็นรถบัส แล้วเดินทางต่อสู่เมืองโกรี ระหว่างทางให้ท่านแวะถ่ายรูปที่ อนุสรณ์สถานมิตรภาพระหว่างจอร์เจียและรัสเซีย (Georgia and Russia Friendship Monument)
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
      บ่าย เมืองโกรี เป็นเมืองหลวงของแคว้นชีดา คาร์ตลี ในยุคของสหภาพโซเวียต โกรีได้ถูกพัฒนาให้เป็นเมืองศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม อีกทั้งเป็นบ้านเกิดของโจเซฟ สตาลิน อดีตจอมเผด็จการผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของโลกช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ชม พิพิธภัณฑ์และบ้านเกิดของโจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin Museum) พร้อมทั้งรถไฟที่เขาใช้ในการเดินทางไปประชุมในที่ต่างๆ  
      นำท่านเดินทางไปชม นครถ้ำอุพลิทซิเฆ (Uplistsikhe) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองโกรีไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ราว 15 กิโลเมตร อุพลิทซิเฆ คือนครถ้ำที่เคยเป็นถิ่นฐานของผู้คนและอารยธรรมในแถบนี้ตั้งแต่เมื่อ 3,000 ปีก่อน หินผาขนาดใหญ่ถูกสกัดและสลักเสลาเป็นช่องห้องโถงต่างๆมากมายจนกลายเป็นนครถ้ำตั้งอยู่บนแนวเทือกเขาหินทราย ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ ในอดีตถ้ำอุพลิทซิเฆเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมของจอร์เจียฝั่งตะวันออกตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล และช่วงที่เมืองนี้มีความเจริญสุดขีดคือในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9-11 ก่อนจะถูกรุกรานโดยชาวมองโกลในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 และถูกปล่อยให้เป็นเมืองร้างไป ประการสำคัญ นครถ้ำอุพลิทซิเฆนี้ คือ ส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหมที่เชื่อมต่อเมืองไบแซนติอุมแห่งจักรวรรดิ์ไบแซนไทน์ ปัจจุบันคือ อิสตันบูลของตุรกี 
      เมื่อเดินทางกลับถึงเมืองทบิลิซีแล้ว เช็คอินเข้าสู่โรงแรมที่พัก เชิญพักผ่อนตามอัธยาศัย
      ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
      เข้าสู่โรงแรมที่พัก Best Western hotel 4*, Tbilisi หรือเทียบเท่า 
  • Day 8
    8) วันที่ 23/9/2562 ทบิลิซี (Tbilisi) (B,L,D)

    • เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
      09.00 น. ชีพจรลงเท้าอีกครั้งด้วยการท่องเที่ยวใน เมืองทบิลิซี (Tbilisi) เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจอร์เจีย ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคูรา (Kura) หรือเรียกว่า แม่น้ำมตควารี (Mtkvari) ในภาษาจอร์เจียน เมืองทบิลิซีเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 1,700 ปี เริ่มสร้างเมืองขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 4 โดยวาคตัง กอร์กาซาลี ( King Vakhtang Gorgasali of Katli ) กษัตริย์จอร์เจียแห่งไอบีเรีย  
      นำท่านชมสถานที่สำคัญต่างๆของเมืองทบิลิซี อันได้แก่ โบสถ์เมเตคี (Metekhi Church) เป็นโบสถ์เก่าแก่ที่สร้างขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12 ตั้งอยู่บริเวณริมหน้าผาที่เบื้องล่างเป็นแม่น้ำมตควารี สายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวจอร์เจีย ในอดีตถูกใช้เป็นป้อมปราการและที่พำนักของกษัตริย์ ในบริเวณเดียวกันท่านจะได้พบกับอนุสาวรีย์ทรงม้าของกษัตริย์วาคตัง กอร์กาซาลี ผู้สร้างเมืองตั้งตระหง่านอย่างสง่างาม แล้วนำท่านชม โรงอาบน้ำแร่เก่าแก่ (Bath Houses) ในย่านโซโลลากี (Sololaki) ที่นี่มีชื่อเสียงในเรื่องบ่อน้ำร้อนกำมะถันธรรมชาติ (Sulphur Spring Water) จึงเหมาะกับกิจกรรมออนเซ็นในแบบฉบับของจอร์เจีย โรงอาบน้ำเหล่านี้ยังมีการให้บริการอยู่ในปัจจุบัน และเป็นที่นิยมของชาวเมืองทบิลิซี 
      นำท่านเดินชม ย่านเมืองเก่า (Old Tbilisi) นครหลวงทบิลิซี หนึ่งในชุมชนคริสเตียนที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่เคยถูกรุกรานหลายครั้งหลายคราจากพวกชาวอาหรับ เปอร์เซีย มองโกล และรัสเซีย ทำให้นครแห่งนี้ผสมผสานไปด้วยชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์เก่าแก่ต่างๆที่อาศัยอยู่มายาวนานหลายชั่วอายุคน เป็นย่านเมืองเก่าที่มีเสน่ห์ชวนหลงใหล อาทิเช่น ย่านโซโลลากี บ้านเรือนพื้นเมืองอายุหลายร้อยปีที่เป็นศิลปะผสมผสานระหว่างยุโรปกับเปอร์เซีย รวมทั้งเป็นย่านที่ตั้งของโรงอาบน้ำโบราณของทบิลิซีอีกด้วย ถนนชาร์ดีน (Chardin Street) ถนนคนเดินขึ้นชื่อสายหนึ่งในย่านเมืองเก่าที่เป็นศูนย์รวมร้านค้าต่างๆ
      กลางวัน        รับประทานอาหารกลางวัน
      บ่าย    นำท่านชม พิพิธภัณฑ์สมบัติแห่งชาติจอร์เจีย (Georgian National Museum) สถานที่ที่จัดแสดงวัตถุโบราณโดยเฉพาะเครื่องประดับทองคำอันล้ำค่าในสมัยก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 3 นอกจากนั้นยังมีห้องที่แสดงชุดเกราะ อาวุธต่างๆที่ใช้ในสงคราม รวมทั้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นในยุคโซเวียต ซึ่งจัดแสดงในชั้นบน  
      นำท่านชมโบสถ์นิกายออโธด๊อกซ์ วิหารตรีเอกานุภาพแห่งทบิลิซี (Holy Trinity Cathedral of Tbilisi) โบสถ์นี้ในภาษาท้องถิ่นมีชื่อว่า ซาเมบา (Sameba) เป็นโบสถ์คริสต์ออโธด๊อกซ์ที่สูงสุดเป็นอันดับสามของโลก (ความสูง 84 เมตร) ใช้เวลาในการก่อสร้างกว่า 10 ปี จึงเสร็จสมบูรณ์ในปีค.ศ.2004 เดิมสถานที่แห่งนี้เคยใช้เป็นสุสานเก่าของชาวอาร์เมเนียในกรุงทบิลิซี 
      ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
      เข้าสู่โรงแรมที่พัก Best Western hotel 4*, Tbilisi หรือเทียบเท่า
  • Day 9
    9) วันที่ 24/9/2562 ทบิลิซี (จอร์เจีย) – ฮักห์พาท (อาร์เมเนีย) – ซานาฮินน์ – ดิลิจัน (Dilijan) (B,L,D)
    • เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
      08.00 น. เดินทางมุ่งหน้าสู่ เมืองซาดาโคล ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงทบิลิซีราว 72 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที อันเป็นเมืองหน้าด่านพรมแดนระหว่างจอร์เจียและอาร์เมเนีย (ในการข้ามพรมแดนทั้งสองประเทศ จะมีช่วงรอยต่อพรมแดนที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ (No Man Land) ท่านจะต้องลากกระเป๋าของตนเอง โดยมีระยะทางราว 500 เมตร เพราะไม่มีคนยกกระเป๋าบริการเนื่องจากเป็นเขตแดนควบคุมการเข้าออกอย่างเข้มงวด)  
      หลังจากผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมืองแล้ว 
      นำท่านเดินทางสู่ เมืองฮักห์พาท (Haghpat) ทางตอนเหนือของอาร์เมเนีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของอารามสำคัญทั้ง 2 แห่ง คือ  อารามฮักห์พาท (Haghpat Monastery) สร้างในปีค.ศ.976 และ อารามซานาฮินน์ (Sahahin Monastery) สร้างในปีค.ศ.966 ตามตำนานเล่าว่า สร้างโดยหญิงสาวผู้หนึ่งเพื่อให้แก่ลูกชายสองคน ชมอารามมรดกโลกทั้งสองแห่งซึ่งเป็นผลงานที่โดดเด่นทางสถาปัตยกรรมในแบบฉบับอาร์เมเนียในยุคกลางและองค์การยูเนสโก้ได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกในปีค.ศ.1996 รายละเอียดของสถาปัตยกรรมและโครงสร้างภายในเข้าใจว่าทั้งสองแห่งถูกสร้างขึ้นโดยช่างฝีมือจากสำนักเดียวกัน อารามทั้งสองแห่งถือเป็นทั้งศูนย์กลางด้านการศาสนาและการศึกษาในช่วงยุคกลางของอาร์เมเนีย 
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน 
      บ่าย นำท่านเดินทางต่อไปยัง เมืองดิลิจัน (Dilijan) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทะเลสาบเซวาน ริมแม่น้ำอัคซเทป อยู่สูง 1,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีป่าเขียวชอุ่มและอากาศเย็นสดชื่นตลอดปี จึงกลายเป็นเมืองที่สำคัญทางด้านการท่องเที่ยว และได้ชื่อว่าเป็นสวิตเซอร์แลนด์แห่งอาร์เมเนีย (Little Switzerland of Armenia) 
      ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
      เข้าสู่โรงแรมที่พัก Best Western Paradise Resort  4*, Dilijan หรือเทียบเท่า 
  • Day 10
    10) วันที่ 25/9/2562 ดิลิจัน – เซลิม พาส – นอราแวงค์ (Noravank) – คอร์ วิราบ – เยเรวาน (B,L,D)
    • เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
      ออกเดินทางผ่าน เมืองเซวาน แวะเก็บภาพความสวยงามของทะเลสาบเซวาน (Sevan Lake) ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในเขตเทือกเขาคอเคซัส และโบสถ์เซวานาแวงค์ (Sevanavank Monastery) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณริมทะเลสาบทางตะวันตกเฉียงเหนือ  คำว่า "แวงค์" เป็นภาษาอาร์เมเนียแปลว่า วิหาร  สร้างโดยเจ้าหญิงมาเรียม พระธิดาของกษัตริย์อาชอตที่ 1 (Ashot I) ในปีค.ศ.874 เมื่อเก็บภาพกันพอสมควรแล้วเดินทางต่อ
      นำท่านชม วิหารนอราแวงค์ ที่ตั้งอยู่ใกล้หน้าผาแดงอันสูงชัน เป็นอารามยุคใหม่สร้างในศตวรรษที่ 13 โดดเด่นมีสถาปัตยกรรมด้านหน้าอาคารเป็นขั้นบันไดที่แปลกและแตกต่างไปจากอารามอื่นๆ
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน 
      บ่าย นำท่านเดินทางไปยังเขตอารารัตและตรงไปสู่วิหารคอร์วิราบ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างพรมแดนของอาร์เมเนียและตุรกีเพียง 8 กิโลเมตร ใกล้แนวเทือกเขาอารารัต นำชม วิหารคอร์วิราบ ตั้งอยู่ที่ความสูง 829 เมตร คำว่า “คอร์” เป็นชื่อของนักบุญเกรกอรี่ “วิราบ” เป็นภาษาอาร์เมเนีย แปลว่า หลุมลึก สถานที่แสวงบุญของชาวคริสต์ วิหารคอร์วิราบสร้างตั้งแต่ปีค.ศ.642 โดยคำแนะนำของนักบุญเกรกอรี่ที่ให้คำปรึกษาด้านศาสนาแก่กษัตริย์ธิริเดทที่ 3 (Tiridates III) ทำให้ศาสนาคริสต์เป็นที่เลื่อมใสและอาร์เมเนียเป็นประเทศแรกในโลกที่ได้ประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติ บริเวณบนนี้เองท่านสามารถมองเห็นวิวยอดเขาอารารัตใหญ่ (5,137 เมตร) และยอดเขาเลสเซอร์อารารัต (3,896 เมตร) ได้อย่างชัดเจนหากฟ้าเปิดเป็นใจ จากนั้นเดินทางต่อเข้าสู่ กรุงเยเรวาน เมืองหลวงของประเทศอาร์เมเนีย
      ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
      เข้าสู่โรงแรมที่พัก Imperial Palace Hotel 4*, Yerevan หรือเทียบเท่า
  • Day 11
    11) วันที่ 26/9/2562 เยเรวาน – มาเตนาดาราน – การ์นี (Garni) – เก็กเคริท (Geghard) (B,L,D)
    • เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
      นำท่านชม สถาบันโบราณคดีและวิจัยมาเตนาดาราน (Matenadaran) สถานที่เก็บรวบรวมเอกสารต่างๆที่เขียนด้วยลายมือเป็นภาษาต่างๆทางด้านประวัติศาสตร์และความรู้ด้านต่างๆทั้งยุโรปและเอเชียที่เก่าแก่หลายศตวรรษ รวมถึงประเทศอาร์เมเนียเองที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้  
      จากนั้นเดินทางไปทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเยเรวาน 30 กิโลเมตร เพื่อชม วิหารการ์นี (Garni Temple) ในอดีตเมื่อ 3 ปีก่อนคริสตกาลมาแล้ว พบว่าเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์และเป็นเมืองสำคัญในยุคจักรวรรดิ์โรมัน ในเวลาต่อมา บริเวณนี้เคยใช้เป็นพระราชวังฤดูร้อนของกษัตริย์แห่งอาร์เมเนียจนถึงราชวงศ์สุดท้ายที่กษัตริย์ถูกลอบสังหารโดยลูกเขยและหลานของพระองค์เอง วิหารเสียหายจากแผ่นดินไหวเมื่อปีค.ศ.1679 สิ่งที่พบเห็นในปัจจุบันจะเป็นการบูรณะซ่อมแซมใหม่ ลักษณะสถาปัตยกรรมคล้ายกรีกแต่ลวดลายเป็นศิลปะแบบอาร์เมเนีย 
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ที่ภัตตาคารท้องถิ่น พร้อมชมกรรมวิธีทำขนมปัง "Lavash" และบาร์บีคิว "Tonir"
      บ่าย ถัดจากเมืองการ์นีขึ้นไปทางเหนือ บริเวณหุบเขาใกล้แม่น้ำเอแซท (Azat River) นำท่านชมสถาปัตยกรรมวัดถ้ำ หรือ วิหารเก็กเคริท (Geghard Monastery) ที่แกะสลักจากภูเขาหิน (คล้ายวิหารฮินดูที่เมืองอจันต้า-อินเดีย) สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 4 ซึ่งเป็นยุคที่ศาสนาคริสต์กำลังรุ่งเรือง แต่มาถูกทำลายในช่วงศตวรรษที่ 9 จากการรุกรานของชาวอาหรับ อย่างไรก็ตามภายในวิหารยังมีการตกแต่งที่สวยงาม มีการตัดหินเป็นรูปคานโค้งอย่างงดงาม รวมทั้งมีภาพแกะสลักบนกำแพงหินในรูปต่างๆที่สื่อความหมายต่างๆอีกด้วย 
      เดินทางกลับสู่กรุงเยเรวาน นำท่านชม จัตุรัสกลางเมือง (Republic Square) เดิมทีชื่อว่า Lenin Square ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์กลางทั้งด้านธุรกิจและด้านการปกครอง อันเป็นที่ตั้งของกระทรวงสำคัญต่างๆหลายกระทรวง มีตึกอาคารต่างๆที่รายล้อมรอบจัตุรัสนั้นสวยงามโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบอาร์เมเนียน มีน้ำพุตั้งอยู่ที่จัตุรัสดังกล่าว ซึ่งช่วงกลางคืนจะมีการเปิดให้ชมน้ำพุเต้นระบำเป็นรอบๆด้วยเช่นกัน 
      ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
      เข้าสู่โรงแรมที่พัก Imperial Palace Hotel 4*, Yerevan หรือเทียบเท่า
  • Day 12
    12) วันที่ 27/9/2562 เยเรวาน – เอคเมียทซิน – ซวาสนอทซ์ – เยเรวาน คาสเคด (B,L,D)
    • เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม 
      ก่อนอำลาอาร์เมเนีย....ดินแดนแห่งคริสต์ศรัทธา นำชม กรุงเยเรวาน (Yerevan) เมืองที่มีประวัติย้อนไปในยุคศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาล เดิมชื่อ เมืองเยเรบูนี่ (Erebuni) เมืองหลวงแห่งนี้จัดเป็นเมืองที่สวยงามแห่งหนึ่งในแถบภูมิภาคคอเคซัสที่มีรูปแบบโครงสร้างอาคารสถาปัตยกรรมในตัวเมืองมีกลิ่นอายของการผสมผสานระหว่างยุโรปและรัสเซีย และตั้งอยู่ในระดับสูงกว่า 800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล อากาศจึงเย็นสบาย กรุงเยเรวานตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ราบหุบเขาอารารัต มีแม่น้ำสายสำคัญไหลผ่านชื่อ แม่น้ำราซดัน (Hrazdan River)  
      นำชม อนุสรณ์สถานทสิตเซอร์นาคาเบิร์ด (Tsitsernakaberd Memorial Park) และ พิพิธภัณฑ์การฆ่าล้าง
      เผ่าพันธุ์  (Genocide Museum) ภายในเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์เพื่อรำลึกการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของชาวอาร์เมเนีย 
      ซึ่งในวันที่ 24 เมษายนของทุกๆปีจะมีการจัดพิธีรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว โดยการนำเอาดอกไม้สดไปแสดงความเคารพไว้อาลัยต่อเหยื่อผู้เสียชีวิตทั้งหมด   
      จากนั้นเดินทางสู่ เมืองเอคเมียทซิน (Echmiadzin) อยู่ห่างจากกรุงเยเรวานราว 20 กิโลเมตร นำชม คริสตจักรเอคเมียทซิน (Echmiadzin Cathedral) หรือ อีกชื่อหนึ่งว่า วิหารพระมารดาแห่งคริสตจักรอาร์เมเนีย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นศูนย์กลางของคริสตจักรอาร์เมเนีย มีความสำคัญเทียบเท่าเสมือนเป็นวาติกันของอาร์เมเนีย และที่แห่งนี้จัดเป็นโบสถ์คริสต์แห่งแรกที่เก่าแก่ที่สุด
      ของโลก โดยมีตำนานเล่าว่า มันเป็นสถานที่ที่พระเยซูคริสต์เสด็จลงมาจากสวรรค์เพื่อแสดงตำแหน่งที่พระองค์มีพระประสงค์ให้สร้างโบสถ์ ดังนั้น คำว่า “Echmiadzin” จึงหมายถึง "The only-begotten descended" โบสถ์ถูกสร้างขึ้นโดยนักบุญเกรกอรี่ (St.Gregory) ในระหว่างปีค.ศ.301-303 เดิมสร้างด้วยไม้และบูรณะเปลี่ยนเป็นหิน ชมภาพจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงาม ที่สำคัญคือได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปีค.ศ.2000 นอกจากนี้ภายในบริเวณเขตรั้วของมหาวิหาร ยังมีกลุ่มอาคารต่างๆ อาทิเช่น ห้องสมุด โรงพิมพ์ มหาวิทยาลัยสอนศาสนา และที่สำคัญคือพระราชวังที่ประทับขององค์พระสังฆราชแห่งอาร์เมเนีย หรือที่เรียกว่า 
      “คาทอลิโก้” (Catholico)  
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน 
      บ่าย เดินทางไปชมซากปรักหักพังของ อารามซวาสนอทซ์ (Zvartnots Cathedral) สร้างขึ้นในช่วงเวลาที่อาร์เมเนียอยู่ภายใต้การควบคุมของอาณาจักรไบเซนไทน์และในช่วงต้นของการรุกรานอาร์เมเนียโดยชาวอาหรับมุสลิม ซึ่งการก่อสร้างวิหารเริ่มขึ้นในปีค.ศ.643 โดยคาทอลิโก้ เนอร์เสส (Catholico Nerses the Builder) เพื่ออุทิศให้แก่นักบุญ
      เกรกอรี่ หลังจากการยึดครองของชาวอาหรับและสงครามรุนแรงทวีระหว่างกองทัพไบเซนไทน์และอาหรับที่บริเวณชายแดนตะวันออก รวมทั้งเกิดเหตุแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงหลายครั้ง อารามแห่งนี้จึงเหลือเพียงซากปรักหักพังถูกฝังไว้อยู่ใต้ดินจนกระทั่งมีผู้มาขุดค้นเจอโดยบังเอิญในปีค.ศ.1905 แต่จากการศึกษาโครงสร้างทำให้ทราบว่าอารามแห่งนี้ เป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมที่สวยมากที่สุดแห่งหนึ่งในยุคนั้น จึงได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก้ในปีค.ศ.2000 
      เดินทางกลับเข้าสู่เยเรวาน นำชม เยเรวาน คาสเคด (Yerevan Cascade) สิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงแห่งนี้ ซึ่งมีลักษณะเป็นขั้นบันไดลดหลั่นกันลงมามีความสูงประมาณ 500 เมตรและมีการปล่อยน้ำลงมาเสมือนเป็นน้ำตกขั้นบันได โดยภายในของอาคารดังกล่าวยังเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่จัดแสดงศิลปะร่วมสมัยตามขั้นบันไดอย่างสวยงามสะดุดตา เมื่อขึ้นเป็นถึงชั้นบนสุด ท่านสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์อันสวยงามของกรุงเยเรวานได้โดยรอบ นำท่านชม โรงงานเหล้าบรั่นดีอารารัต (Yerevan Brandy Factory) ซึ่งเป็นโรงงานผลิตที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่เป็นแหล่งผลิตเหล้าบรั่นดีชั้นดี ตั้งแต่ปีค.ศ.1887 โดยใช้องุ่นพันธุ์ดีที่สุดและน้ำแร่อันมีชื่อเสียงของอาร์เมเนีย
      18.00 น. รับประทานอาหารเย็น มื้ออำลาภูมิภาคคอเคซัส
      เข้าสู่โรงแรมที่พัก Imperial Palace Hotel 4*, Yerevan หรือเทียบเท่า
  • Day 13
    13) วันที่ 28/9/2562 กรุงเทพฯ (Bangkok)


    • 01.00 น.    เดินทางสู่สนามบิน เตรียมตัวเช็คอินสำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ เพื่อเดินทางกลับสู่ประเทศไทย
      03.00 น.    เหินฟ้าสู่ เมืองโดฮา ประเทศกาต้าร์ โดยสายการบิน QATAR AIRWAYS เที่ยวบินที่ QR 286
      (ใช้เวลาบิน 2 ชั่วโมง 55 นาที) (บริการอาหารบนเครื่องบิน)
      04.55 น.       เดินทางถึงสนามบินโดฮา เปลี่ยนเครื่องบินเพื่อเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทาง กรุงเทพฯ 
      08.00 น. เหินฟ้าสู่ กรุงเทพ ประเทศไทย โดยสายการบิน QATAR AIRWAYS เที่ยวบินที่ QR 832 
      (ใช้เวลาบิน 7 ชั่วโมง)  (บริการอาหารบนเครื่องบิน)
      19.00 น.       เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

Top