ทัวร์โมรอคโค เจาะลึก 11 วัน (ปีใหม่)
ทัวร์
แอฟริกา
ระยะเวลา
11 วัน
สายการบิน
วันเดินทาง
25 ธันวาคม 62- 4 มกราคม 63 (ปีใหม่)
Hilight

    โกลบอล ฮอลิเดย์ ขอนำท่านเดินทางสู่ประเทศ โมรอคโค ดินแดนบนสุดขอบทวีปแอฟริกาตะวันตกเฉียงเหนือที่มีกลิ่นอายแห่งชาวแขกมัวร์ที่มีเอกลักษณ์พิเศษ ชนพื้นเมืองชาวแอฟริกันเบอร์เบอร์ ที่มีรูปแบบวัฒนธรรมผสมผสานกับตะวันตก ด้วยระยะทางที่ถูกคั่นด้วยช่องแคบยิบรอลต้า ห่างจากยุโรปเพียง 14 กิโลเมตร

แผนการท่องเที่ยว
  • Day 1
    วันแรกของการเดินทาง: กรุงเทพฯ
    • 22.30 น.      พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศสายการบินกาตาร์ แอร์เวย์ Qatar Airways (QR) แถว Q ประตู 8  
  • Day 2
    วันที่สองของการเดินทาง: กรุงเทพ – โดฮา - คาซาบลังก้า – เอซา เวร่า ( -,-,D )
    • 01.20 น.  ออกเดินทางสู่เมืองคาซาบลังก้า ประเทศโมรอคโค โดยเที่ยวบินที่ QR 837 (0120-0525) (ใช้เวลาบินช่วงแรกประมาณ 7.20 ชั่วโมง) ท่านจะได้เพลิดเพลินกับจอทีวีส่วนตัวทุกที่นั่ง
      05.25 น.  เดินทางถึงสนามบินโดฮา  รอเปลี่ยนเครื่องบินไปคาซาบลังก้า
      07.25 น.  บินต่อด้วยเที่ยวบิน QR 1397 (0725 - 1325) ออกเดินทางไปคาซาบลังก้า บินต่ออีกประมาณ 7.10 ชั่วโมง มีบริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่อง
      13.25 น.  สายการบินกาตาร์ นำเครื่องลงจอดที่สนามบินนานาชาติเมืองคาซาบลังก้า (Casablanca) ประเทศโมรอคโค  (เวลาท้องถิ่น ช้ากว่าประเทศไทย 7 ช.ม.)  นำท่านผ่านตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร พบมัคคุเทศก์ท้องถิ่น
      ออกจากเมืองคาซาบลังก้าโดยรถมุ่งลงไปทางใต้เลาะเลียบชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกไปยัง  เมืองเอซาเวร่า (Essaouira)  เอซาเวร่า หมายถึงรูปภาพ ไม่ว่าจะถ่ายจากมุมไหนๆ ภาพที่ได้มานั้นจะออกมาสวยอย่างไม่มีที่ติ เอซาเวร่า เป็นเมืองเล็กๆ ริมขอบมหาสมุทรแอตแลนติก ที่มีเสน่ห์อย่างเป็นเอกลักษณ์ ในเขตเมืองเก่า (เมดิน่า) มีกำแพงเมืองเก่าขนาดหนาซ้อนกัน 2 ชั้น ที่ใช้ป้องกันพายุหน้าร้อนที่พัดมาประจำทุกปี บ้านเรือนและร้านค้าภายในเขตกำแพงเมืองทำด้วยปูนสีขาวกลมกลืนไปกับประตูสีฟ้า สถาปัตยกรรมเหล่านี้ถูกหล่อหลอมมาจากวัฒนธรรมอันหลากหลาย ครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นแหล่งที่อยู่ของพ่อค้าชาวยิว และชาวยิวกลุ่มนี้เองที่เคยเปลี่ยนเมืองนี้เป็นเมืองที่มั่งคั่งที่สุดของโมรอคโคในศตวรรษที่ 17 และ 18 นำท่านเดินเล่มและชมพระอาทิตย์ ณ.ชายฝั่งมหาสมุท
      รแอตแลนติกที่ ป้อมปราการเมือง Skala de laville ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของเมือง สวนบนป้อมมีปืนใหญ่วางเรียงรายอยู่เป็นแนวแถว และในอดีตส่วนล่างของป้อมใช้เป็นคลังเก็บอาวุธยุทโธปกรณ์ โรงม้าศึกที่ใช้ในการสงคราม และนำท่านเดินชมเมืองเมดิน่าแห่งเอซาเวร่า
      ค่ำ   รับประทานอาหารค่ำ ที่โรงแรม
      พักผ่อนค้างคืนในเมืองเอซาเวร่า  ATLAS ESSAOUIRRA & SPA HOTEL หรือเทียบเท่า
  • Day 3
    วันที่สามของการเดินทาง: เอซาเวร่า – มาราเกช ( B,L,D )
    • เช้า    รับประทานอาหารเช้า
      ออกเดินทางสู่เมืองมาราเกช (Marakesh) ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญที่ตั้งอยู่เชิงเขาแอตลาส ในอดีตเมืองโอเอซิสแห่งนี้ เป็นที่พักของกองคาราวานอูฐ ที่มาจากทางตอนใต้ของโมรอคโค ถือเป็นเมืองชุมทางของพ่อค้าต่างๆ นอกจากนี้ยังเป็นอดีตเมืองหลวงในช่วงสมัยราชวงศ์อัลโมราวิด ช่วงศ.ต.ที่ 11 ปัจจุบันเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุด สภาพบ้านเมืองที่เราเห็นได้คือ สองข้างทางแวดล้อมด้วยบ้านเรือนที่ถูกฉาบด้วยปูนสีส้มๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลกำหนดไว้ แต่คนท้องถิ่นจะเรียกว่า Pink City หรือ เมืองสีชมพู อาจกล่าวได้ว่ามาราเกชเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง จึงได้สมญานามว่าเป็น A city of Drama นั่นคือมีความสวยงามดั่งเมืองในละครที่ไม่น่าเป็นชีวิตจริงได้  
      กลางวัน  รับประทานอาหารกลางวัน
      จากนั้นเดินทางไปเยี่ยมชม พระราชวังบาเฮีย (Bahia Palace) เป็นพระราชวังของท่านมหาอำมาตย์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนยุวกษัตริย์ในอดีต  สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดย Si Moussa สถาปัตยกรรมออกเป็นแนวสมัยใหม่ โดยที่ตั้งใจจะให้เป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และหรูหราที่สุดในสมัยนั้น แต่ด้วยความที่มีการวางแผนก่อสร้างและตกแต่งอย่างเร่งรีบ จึงเป็นที่วิจารณ์กันว่ารายละเอียดหลายๆอย่างในพระราชวังแห่งนี้ยังไม่สมบูรณ์ลงตัว   พระราชวังมีการตกแต่งโดยการแกะสลักปูนปั้น (Stucco) มีการวาดลายบนไม้ และประดับประดาด้วยโมเสกเป็นลวดลายที่สวยงามละเอียดอ่อนมาก
      จากนั้นเดินทางต่อไปยัง สุสานแห่งราชวงศ์ซาเดียน (Saadian Tombs) เป็นที่ฝังพระศพของกษัตริย์และเหล่าเชื้อพระวงศ์ในสมัยราชวงศ์ซาเดียน สถานที่แห่งนี้ถูกทิ้งร้างมากกว่า 2 ศตวรรษ ภายหลังได้รับการบูรณะ และเปิดให้เข้าชมความงดงามของงานศิลปะแบบมัวริส (Moorish) แท้ๆความวิจิตรอลังการของห้องโถงภายใน เสาคอลัมน์หินอ่อนสีสวย ลวดลายงานปูนที่ประดับประดาบนผนังและเพดาน สวนสวยภายนอกที่สร้างขึ้นใหม่ โดยเขาว่าเป็นการทำตามแบบสวนสวรรค์ของพระอัลเลาะห์ (Allah's Paradise) จากนั้นนำท่านเยือน จัตุรัสกลางเมือง Djemaa Fnaa Square ที่มีขนาดใหญ่ รายล้อมไปด้วยอาคาร ร้านค้า ตลาด ทั้ง 4 ด้าน เดินเล่นถ่ายรูปความมีชีวิตชีวา ที่มีสีสันและกลิ่นอายแบบโมรอคโคขนานแท้ พร้อมจับจ่ายหาซื้อของฝาก ของที่ระลึกพื้นเมืองต่างๆ ได้ที่ ตลาดเก่า (Old Market) ที่อยู่รายรอบจัตุรัสอย่างเพลิดเพลิน
      ค่ำ  รับประทานอาหารค่ำที่โรงแรม
      พักผ่อนค้างคืนในเมืองมาราเกช  Les Jardin Agdal HOTEL, MARAKESH หรือเทียบเท่า
  • Day 4
    วันที่สี่ของการเดินทาง: มาราเกช - ไอท์ เบน ฮาดดู – วอซาเซท (B,L,D)
    • เช้า       รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก
      นำท่านชมสวนจาร์ดีน มาจอแรล (Jardin Majorelle) หรือ สวนยิปแซงลอเร้นซ์ (Yves Saint Laurent Gardens) ชื่อนี้เป็นที่คุ้นเคยของสาวๆ ที่ชื่นชอบแฟชั่นสุดหรูของ Yves St. Laurent นักออกแบบแฟชั่นดีไซน์แห่งปารีส ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้ออกแบบสวนแห่งนี้ ในช่วงที่โมรอคโคตกเป็นอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส ยิปแซงลอเร้นซ์มาที่ประเทศโมรอคโค เพื่อพักผ่อนหลังจากเคร่งเครียดจากงานออกแบบแฟชั่นโชว์ บ้านหลังนี้เคยตกเป็นของเศรษฐีแห่งมาราเกช หลังจากยิปแซงมาเยือนมาราเกช ก็ได้เกิดความหลงใหลในเมืองแห่งนี้ และซื้อบ้านหลังนี้ไว้เป็นที่พักผ่อน ชมสวนที่ถูกออกแบบโดยใช้สีฟ้า และสีส้มเป็นองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นเสา แจกัน และชมนานาพรรณของต้นไม้แห่งทะเลทราย ที่จัดได้อย่างสวยงาม นำท่านเดินทางไปชมมัสยิด คูตูเบีย (Koutoubia Mosque)  ซึ่งเป็นมัสยิดใหญ่เก่าแก่ที่สุดในเมือง ไม่ว่าจะเดินไปแห่งใดในตัวเมืองก็จะเห็นมัสยิดนี้ได้ จากหอวังที่มีความสูง 226 ฟิต (70 เมตร) นำท่านออกเดินทางสู่เมืองไอท์ เบนฮาดดู (Ait Benhaddou) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองมาราเกช (ระยะทางประมาณ 220 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3.30 ชั่วโมง)  เส้นทางข้ามเทือกเขาไฮแอทลาส ทางคดเคี้ยวกับภูเขาสลับซับซ้อน สลับกับทุ่งเกษตรแบบขั้นบันได ให้ท่านเพลินตากับสีสัน วิถีชีวิตของคนท้องถิ่น
      กลางวัน  รับประทานอาหารกลางวัน 
      บ่าย     ชมเมืองไอท์ เบนฮาดดู เป็นเมืองที่ชื่อเสียงในเรื่องการหารายได้จากกองถ่ายทำภาพยนตร์กว่า 20 เรื่อง โดยเฉพาะป้อมที่งดงามและมีความใหญ่ที่สุดในโมรอคโคภาคใต้ คือ ป้อมไอท์ เบนฮาดดู (Kasbash of Ait Ben Hadou) เป็นป้อมหินทรายซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางสวนอัลมอนด์ เป็นปราสาทที่ใช้ในการถ่ายทำภาพยนต์หลายเรื่องที่โด่งดังอาทิ Lawrance of Arabia , Jesus of Nazareth และ Gladiator ปัจจุบันอยู่ในความดูแลขององค์การยูเนสโก้ 
      จากนั้นเดินทางต่อตามถนนคาซบาห์ที่มีป้อมหลายร้อยแห่งตั้งเรียงรายตามถนนดังกล่าวสู่เมืองวอซาเซท (จากไอท์เบนฮาดดูใช้เวลาประมาณ 40 นาที) เมืองวอซาเซท (Ouarzazate) เคยเป็นที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ในปี ค.ศ. 1928 ฝรั่งเศสได้ตั้งกองกำลังทหารและพัฒนาที่นี่ให้เป็นศูนย์กลางการบริหาร วอซาเซทเป็นเมืองถูกส่งเสริมให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่แวดล้อมไปด้วยสตูดิโอภาพยนตร์ และมีการพัฒนาพื้นที่ในทะเลทรายเพื่อการทำกิจกรรมต่างๆ เช่นการขี่มอเตอร์ไซด์ อูฐ กิจกรรมผจญภัยกลางทะเลทราย (สำหรับในฤดูหนาว – ฤดูใบไม้ผลิ (พ.ย.– เม.ย.)) ควรเตรียมเสื้อกันหนาวให้เพียงพอ เพราะเมืองนี้อยู่ใกล้ภูเขา  แอตลาส ที่มีหิมะปกคลุมในช่วงดังกล่าว  วอซาเซท อาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดมุ่งหมายของนักท่องเที่ยวที่มองหาความแตกต่าง และความผจญภัยที่หาไม่ได้จากที่ไหน วอซาเซทเป็นเมืองที่สำคัญที่สุดของทางตอนใต้ และที่นี่ยังเป็นทางเชื่อมระหว่างเหนือกับใต้ และตะวันออกกับตะวันออก สำหรับนักท่องเที่ยวบางคนที่ชอบรสชาติของความเป็นทางใต้ ณ จุดกึ่งกลางแห่งนี้ และยังเป็นจุดเริ่มต้นของการสำรวจเมืองต่างๆได้ทุกวัน  
      ค่ำ    รับประทานอาหารค่ำที่โรงแรม
      พักผ่อนค้างคืนในเมือง  วอซาเซท   HOTEL KARAM PALACE  หรือเทียบเท่า
  • Day 5
    วันที่ห้าของการเดินทาง: วอซาเซท–ทินเฮียร์ – ทอด้าจอร์จ – เออร์ฟูดย์-เมอร์ซูก้า ( B,L,D )
    • เช้า  รับประทานอาหารเช้า
       นำชมป้อมทาเริท (Kasbah Taourirt) เป็นป้อมแห่งตระกูลกลาวี ภายใต้หมู่อาคารขนาดใหญ่ ซึ่งภายในประกอบด้วยห้องต่างๆจำนวนมากซ่อนอยู่เชื่อมต่อกันด้วยถนนเล็กๆ และเส้นทางลับคดเคี้ยวตามอาคารที่เบียดเสียดกัน พระราชวังของผู้ปกครองมาราเกซ ตระกูล กลาวี (Glaoui Palace) อยู่ภายใน ซึ่งยังมีลวดลายผนังอาคารและรูปแบบสถาปัตยกรรมอันหลากหลายของการสร้างอาคารของชาวเบอร์เบอร์ การออกแบบอาคารซึ่งเหมาะกับความเชื่อและความเป็นอยู่ของเหล่าเจ้าผู้ปกครอง ในยุคของตระกูล Glaoui ที่นี่มีคนงานและคนรับใช้จำนวนหลายร้อยคนจึงต้องมีห้องเป็นจำนวนมาก มีทั้งส่วนที่เป็นวังเก่า ห้องนั่งเล่น ห้องรับรอง บางห้องก็ว่างเปล่า ยูเนสโก้ได้ปฏิสังขรณ์ขึ้นมาจากอาคารเดิมเพียง 1 ใน 3 ของอาคารทั้งหมด  
      นำท่านเดินทางสู่เออร์ฟอย์ดเมืองที่เคยเป็นศูนย์กลางกองคาราวานพี่อค้าที่เดินทางมาจากตะวันออกกลางอย่างซาอุดิอารเบียและซูดาน บนเส้นทางผ่านข้ามเขตแห้งแล้งแต่มีโอเอซิสที่หุบเขาเดดสส์ (Dades) ซึ่งแนวเขาและธรรมชาติของหุบเขาที่ถูกกัดกร่อนจากแรงลม ทำให้หุบเขากลายเป็นรูปร่างต่างๆสวยงาม ก่อนถึง ทอด้าจอร์จ แวะชมผลิตภัณฑ์ที่ทำจากกุหลาบที่เมือง Boumaln City (เทศกาลกุหลาบประมาณเดือนพฤษภาคม)
      กลางวัน  รับประทานอาหารกลางวัน
      แวะชมโอเอซิส Tinerhir  ชุมชนที่เกาะกลุ่มอยู่รวมกัน ท่ามกลางความแห้งแล้ง ยังมีความชุ่มชื้นของโอเอซิส ต้นปาล์ม เคยเป็นที่ตั้งของกองทหารที่เดินทางมาจากวอซาเซท จากนั้นเดินทางสู่ทอด้ากอร์จ ชมความงามของช่องเขาที่ซ่อนตัวอยู่ในโอเอซิส ลำน้ำเกลือที่ไหลผ่านช่องเขา กับหน้าผาสูงชันแปลกตา เป็นแหล่งปีนหน้าผาสำหรับนักเสี่ยงภัยทั้งหลาย
      เดินทางต่อสู่เออร์ฟูดย์  ระหว่างทางจะผ่านโอเอซิส การทำระบบชลประทานใต้ดิน (ใครที่เคยเที่ยวเส้นทางสายไหมในจีนมาแล้วคงพอจะนึกออก)  ก่อนเข้าที่พักแวะชมฟอสซิลเวิร์ด
      เย็น  นำท่านเปลี่ยนเป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อ เดินทางสู่ทะเลทรายซาฮาร่า
      เข้าสู่ที่พักโรงแรมกลางทะเลทรายซาฮาร่า LUXURY CAMP TENT,MERZOUGA หรือเทียบเท่า
      ค่ำ  รับประทานอาหารเย็น จากนั้นพักผ่อนนอนดูดาว ตามอัธยาศัย
  • Day 6
    วันที่หกของการเดินทาง: เออร์ฟอย์ด - อิเฟรน - เฟซ (B,L,D)
    • เช้าตรู่  ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ปลุกท่านตื่นเพื่อไปขี่อูฐชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ทะเลทรายซาฮาร่า
      กลับมารับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม
      ได้เวลาพอสมควรนำท่านเดินทางโดยรถ 4x4 สู่เออร์ฟอยด์ เปลี่ยนเป็นรถโค้ชเดินทางต่อสู่เมืองเฟซ (Fes) เส้นทางผ่านเทือกเขาแอตลาส ชื่อที่คุ้นเคยกันมานาน สองข้างทางเปลี่ยนสภาพจากความแห้งแล้วเป็นป่าไม้ พุ่ม และสลับกับความแห้งแล้งของภูเขา ผ่าน Ziz Valley ก่อนข้าม Middle Atlas ผ่านเมือง Midelt 
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวันระหว่างทาง ที่ Midelt 
      จากนั้นเดินทางข้าม Middle Atlas ภูมิประเทศเขียวชอุ่มไปด้วยป่าไม้  บางช่วงต้นไม้พุ่มเตี้ยแปลกตา สวนต้นซีดาร์ ผ่านเส้นทางความสูง 3,090 เมตร และต้นสนขนาดใหญ่ เข้าสู่เมืองอิเฟรน  (Ifrane ) ห่างจากเฟซ ลงทางใต้ประมาณ 60 กม. ที่ความสูงประมาณ 1650 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล  ที่พักตากอากาศซึ่งในอดีตฝรั่งเศสได้มาสร้างขึ้นบริเวณนี้ ในช่วง ค.ศ. 1930  บางครั้งเรียกเมืองแห่งนี้ว่า เจนีวาแห่งโมรอคโค บ้านส่วนใหญ่มีหลังคาสีแดง มีดอกไม้บาน และทะเลสาบสวยงาม เป็นสถานที่พักผ่อนทั้งฤดูหนาวและฤดูร้อน 
      จากนั้นเดินทางต่อเพื่อเข้าสู่เมืองเฟซ(FES) เมืองเฟซซึ่งยังคงมีบรรยากาศของเมืองโบราณที่ผู้คนยังใช้ลาเป็นพาหนะและบรรทุกของกันอยู่ สัมผัสบรรยากาศเมืองเก่าแก่ที่สุดในบรรดาเมืองอิมพิเรียลทั้งสี่ 
      ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ 
      พักผ่อนค้างคืนในเมืองเฟซ RAMADA HOTEL หรือเทียบเท่า 
  • Day 7
    วันที่เจ็ดของการเดินทาง: เฟซ - เมดิน่าแห่งเฟส (B,L,D)
    • เช้า   รับประทานอาหารเช้า
      นำท่านเที่ยวชมเมืองเฟซ (Fes) เมืองหลวงเก่าในศ.ต. ที่ 8 ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เป็นเมืองแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของโมรอคโค  เริ่มด้วยจุดชมวิวบนป้อมปราการแห่งราชวงศ์ซาเดียน ต่อด้วยชมประตูพระราชวังหลวงแห่งเฟซ (The Royal Palace) ที่มีทหารยามยืนเฝ้าหน้าประตูอย่างสง่างาม ประตูทางเข้าพระราชวังเป็นสถาปัตยกรรมที่สวยและสง่างาม เป็นเอกลักษณ์แห่งราชวงศ์โมรอคโค บริเวณใกล้เคียงพระราชวังเคยเป็นชุมชนชาวยิวที่ทำรายได้ให้แก่ราชวงศ์ เพราะชาวยิวฉลาดทำการค้าเก่งแต่ปัจจุบันชาวยิวส่วนใหญ่ได้เดินทางกลับไปอยู่ในดินแดนแห่งพันธสัญญา (ประเทศอิสราเอล) คงเหลือชาวยิวอยู่ไม่มากนัก ชมชุมชนชาวยิว (The Synagouge) ที่มาอาศัยอยู่ตั้งแต่ในสมัยศ.ต.ที่ 7 ซึ่งกระจายอยู่ทุกเมืองในอดีต ชาวยิวเป็นชนชาติที่ขยัน ฉลาด ส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นพ่อค้า จึงทำให้สุลต่านและกษัตริย์ในอดีตนำชาวยิวมาเป็นบริวารอยู่โดยรอบวัง เพื่อการเก็บภาษีจากการค้าได้ง่ายขึ้น 
      จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่ท่านเดินเข้าสู่เขาวงกตอันซับซ้อนแห่งเมดินาเมืองเฟซ ผ่านประตู Bab Bou Jeloud ที่สร้างตั้งแต่ปี 1913  ที่ใช้โมเสดสีฟ้าตกแต่ง เดินผ่านเข้าไปในเขตเมดิน่าแล้วเหมือนข้ามกาลเวลาย้อนสู่อดีต นำท่านเดินผ่านตลาดสดขายข้างปลาอาหาร และผัก ผลไม้สดต่างๆนาๆ ชม เมเดอร์ซา บูอิมาเนีย (Merdersa Bou Imania) ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนพระคัมภีร์ เป็นสถาปัตยกรรมแบบมัวร์ที่สวยงามประณีต  ในเขตเมืองเก่าได้แบ่งออกเป็น 100 ส่วน มีซอยกว่า 10,000 ซอย มีซอยแคบสุดคือ 50 ซ.ม. ถึงกว้าง 3 เมตร จะแบ่งเป็นย่านต่างๆ เช่น ย่านเครื่องใช้ทองเหลือง ทองแดง จะมีร้านค้าเล็กๆที่หน้าร้านจะมีหม้อ กะทะ อุปกรณ์เครื่องครัว วางแขวนห้อยเต็มไปหมด ย่านขายพรมที่วางเรียงรายอย่างสวยงาม ย่านงานเครื่องจักสาน งานแกะสลักไม้ และย่านเครื่องเทศ (Souk El Attarine) ท่านจะได้สัมผัสทั้งรูป รสและกลิ่นในย่านเครื่องเทศที่มีการจัดเรียงสินค้าได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ระหว่างที่เดินตามทางในเมดิน่าท่านจะได้พบกับน้ำพุธรรมชาติ (Nejjarine Fountain) เพื่อให้ชาวมุสลิมให้ล้างหน้าล้างมือก่อนเข้าในบริเวณมัสยิด  นอกจากนี้ที่ตามซอกมุมอาจเห็นภาพชายสูงอายุหนวดเครารุงรังนั่งแกะสลักไม้ชิ้นเล็กๆอยู่บริเวณตามทางเดินแคบๆในเขตเมืองเก่า บางทีเราก็ยังจะเห็นผู้หญิงที่นี่สวมเสื้อผ้าที่ปิดตั้งแต่หัวจนถึงเท้าจะเห็นได้ก็เฉพาะตาดำอันคมกริบเท่านั้น  แวะชมสุสานของมูเล ไอดริสที่ 2 (Moulay Idriss Mausolem II) ที่ชาวโมรอคโคถือว่าเป็นแหล่งมาแสวงบุญที่ศักดิ์สิทธิ์ 
      กลางวัน  รับประทานอาหารกลางวัน ในเมดิน่า
      นำท่านเดินต่อในเมดิน่าแห่งเฟส ผ่านชม สุเหร่าใหญ่ไคเราวีน (Kairaouine Mosque) ซึ่งเป็นทั้งมหาวิทยาลัยสอนศาสนาแห่งแรกของโมรอคโคและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว (เฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามเท่านั้น) จากนั้นนำท่านเดินชมย่านเครื่องหนังและแวะชม บ่อฟอกและย้อมสีหนังแบบโบราณ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเมืองเฟส ถูกอนุรักษ์โดยองค์กรยูเนสโก้ ทั้งหมดนี้เป็นเสน่ห์ของการเดินเที่ยวชมเมืองที่ต้องเดินแหวกว่ายเข้าไปในกลุ่มคนชาวพื้นเมือง ช้อปปิ้งสินค้าท้องถิ่น เมืองเฟซจึงเป็นสถานที่ที่ไม่ควรพลาดในการมาเยือนอย่างยิ่ง 
      ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ที่ภัตตาคารท้องถิ่น ร่วมชมและทดลองทำทาจีน อาหารประจำชาติ
      พักผ่อนค้างคืนในเมือง เฟซ RAMADA HOTEL หรือเทียบเท่า
  • Day 8
    วันที่แปดของการเดินทาง: เฟซ - เมืองโรมันโวลูบิลิส - เมคเนส – เชฟชาอูน (B,L,D)
    • เช้า  รับประทานอาหารเช้า
      หลังอาหารเช้านำท่านออกเดินทางสู่เมืองเมคเนส (Meknes) แวะชม เมืองโบราณโรมันโวลูบิลิส (Roman city of Volubilis) ที่ปัจจุบันเหลือแต่ซากปรักหักพังที่เกิดจากแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงในปี ค.ศ. 1755 แต่ยังคงเห็นได้ถึงร่องรอยความยิ่งใหญ่ของเมืองในจักรวรรดิโรมันในอดีต จากนั้นเดินทางต่อสู่เมคเนส เป็นเมืองหลวงโบราณในสมัยสุลต่านมูเล อิสมาอิล (Mouley Ismail) แห่งราชวงศ์อะลาวิท (Alawite Dynasty) กษัตริย์จอมโหดผู้ชื่นชอบการทำสงครามใน ศ.ต. ที่ 17  ด้วยทำเลที่ตั้งที่มีแม่น้ำไหลผ่านกลางเมือง เมกเนสจึงเป็นเมืองศูนย์กลางการผลิตมะกอก ไวน์ และพืชพรรณต่างๆ  ก่อนถึง ชมกำแพงเมืองล้อมรอบเมืองเก่าที่ยาวประมาณ 40 กม. ซึ่งมีประตูเมืองใหญ่โตถึง 7 ประตู ชม ประตูบับมันซู (Bab Mansour Monumental Gate) ที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุด ตกแต่งด้วยโมเสดและกระเบื้องสีเขียวบนผนังสีแสด จากนั้นเดินทางสู่เมืองราบัต
      กลางวัน  รับประทานอาหารกลางวัน
      นำท่านเดินทางต่อ สู่เมืองเชฟเชาเอิน (Chefchaouen) เมืองนี้ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงอีกแห่งและยังเป็นเมืองที่มีชายแดนติดกับสเปนด้วย ด้วยความที่รูปร่างลักษณะของยอดเขาของที่นี่เหมือนกับเขาแพะ (Chaoua) ดังนั้นชื่อเมือง Chefchaouen จึงมีความหมายที่ตรงตัวเลยว่า “มองที่เขาแพะนั่นซิ” ด้วยลักษณะเมืองที่อยู่บนภูเขา จึงทำให้นักท่องเที่ยวที่มานี่ต่างได้ลิ้มรสของความเงียบสงบ บรรยากาศโรแมนติก และได้สัมผัสถึงการพักผ่อนอย่างแท้จริง เดินชมเมดิน่าของเมือง เชฟเชาเอิน ที่บ้านเรือนตกแต่งด้วยอาคารสีฟ้า รวมถึงนำเดินเล่นชม Plaza Uta El-Hamman ซึ่งเต็มไปด้วยร้านค้าและคาเฟ่ในบรรยากาศยามเย็น ที่นี่ยังมีชื่อเสียงทางด้านช้อปปิ้งอีกด้วย ที่มีทั้งสินค้าหัตถกรรมพื้นบ้านที่หาไม่ได้จากไหนในโมรอคโค เช่นเสื้อผ้าขนสัตว์ รวมทั้งชีสที่ทำจากแพะ 
       ค่ำ  รับประทานอาหารค่ำ
      พักผ่อนค้างคืนในเมืองเชฟชาอูน DAR BA SIDI & SPA หรือเทียบเท่า
  • Day 9
    วันที่เก้าของการเดินทาง: เชฟชาอูน - แทนเจียร์ – คาซาบลังก้า (B,L,D)
    • เช้า  รับประทานอาหารเช้า
      นำท่านเดินทางสู่เมืองแทนเจียร์ (Tangier) เป็นเมืองริมชายฝั่ง และเป็นเมืองท่าที่สำคัญ ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศโมร็อกโก และอยู่ทางตอนใต้ของ “ช่องแคบยิบรอลตาร์” ปัจจุบันเมืองท่าแห่งนี้ได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งของโมร็อกโกอีกด้วย ชมวิวช่องแคบยิบรอลต้า ที่คั่นแบ่งระหว่างทวีปยุโรป และ ทวีปแอฟริกา ตามตำนานเล่าว่า เป็นเพราะเทพเฮอร์คิวลิส ที่ต้องการเดินทางผ่านไปยังสุดขอบตะวันตกจึงยกแผ่นหินออกทำให้เกิดช่องแคบยิบรอลต้าขึ้น 
      กลางวัน  รับประทานอาหารกลางวัน
      จากนั้นนำท่านเที่ยวชมเมือง  'คาซาบลังก้า' หมายถึง บ้านสีขาว คำว่า 'คาซา' แปลว่า บ้าน และ 'บลังกา' แปลว่า สีขาว เป็นเมืองที่คนทั่วโลกรู้จัก และอาจรู้จักมากกว่า 'ราชอาณาจักรโมรอคโค' ด้วยซ้ำ เพราะนอกจากจะเป็นเมืองท่าและเป็นที่ตั้งของท่าอากาศยานระหว่างประเทศแล้ว ยังถูกใช้เป็นฉากในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเรื่อง Casablanca (โดยที่ไม่ได้ถ่ายทำในคาซาบลังก้าเลย) เป็นเรื่องราวความรักระหว่างนายทหารอเมริกันและหญิงคนรัก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้คาซาบลังก้าเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และปัจจุบันเป็นเมืองเศรษฐกิจหลักของโมรอคโคที่มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณเกือบ 5 ล้านคน
      ค่ำ   รับประทานอาหารค่ำ ที่ภัตตาคารจีน 
      พักผ่อนค้างคืนในเมืองคาซาบลังก้า  BARCELO ANFA HOTEL หรือเทียบเท่า
  • Day 10
    วันที่สิบของการเดินทาง: คาซาบลังก้า – ราบัต – โดฮา ( B,L,-)
    • เช้า รับประทานอาหารเช้า
      นำท่านชม สุเหร่าแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากเมืองเมกกะ สุเหร่านี้งดงามประณีตด้วยสถาปัตยกรรมแบบโมรอคโคทุกแขนง  ชมทิวทัศน์รอบๆ สุเหร่าอันเป็นจุดชมวิวริมฝั่งทะเล ซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนที่สวยงามของชาวโมรอคโคที่ชอบมาเดินเล่นหลังจากปฏิบัติศาสนกิจเสร็จแล้ว
      ชมเมืองคาซาบลังก้า โบถส์คริสเตียน (The Church of our ladies of Lourdes) ภายในมีภาพกระจกสีสวยงามแสดงเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับศาสนา  นำท่านผ่านชม จัตุรัสสหประชาชาติ หรือ จตุรัสโมฮัมหมัดที่5 ซึ่งเป็นใจกลางเมืองย่านธุรกิจสำคัญ ให้ท่านถ่ายรูปบรรยากาศเมืองและชาวโมรอคโคท้องถิ่นขายน้ำในชุดประจำชาติอันเป็นสัญลักษณ์ของโมรอคโค
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
      นำท่านออกเดินทางสู่เมือง ราบัต (Rabat) ซึ่งมีระยะทาง94 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.15 ชั่วโมงนำท่านชมเมืองราบัตเมืองหลวงแห่งราชอาณาจักรมาตั้งแต่ปีค.ศ.1956 เมื่อโมรอคโคหลุดพ้นจากการเข้าแทรกแซงทางการเมืองของฝรั่งเศส และเป็นที่ตั้งของพระราชวังหลวง และทำเนียบทูตานุทูตจากต่างแดน เป็นเมืองสีขาวที่สะอาดและสวยงาม นำชม ป้อมไอดูยะ ป้อมขนาดใหญ่ 2 ชั้นที่ตั้งอยู่ริมมหาสมุทรแอตแลนติก ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงใหญ่  ด้านในเป็นเมดิน่า บ้านเรือนทาทาบด้วยสีฟ้า ที่สะอาดตาน่าเดินเล่น (ทายซิว่าทำไมเมดิน่าแห่งนี้ จึงใช้สีฟ้า ) จากนั้นชมสุเหร่าหลวง และ พระราชวังหลวง  ที่ทุกเที่ยงวันศุกร์ กษัตริย์แห่งโมรอคโคจะทรงม้าจากพระราชวังมายังสุเหร่า เพื่อประกอบศาสนกิจ ชมสุสานของกษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5 พระอัยกาของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ซึ่งมีทหารยามยืนเฝ้าสง่าทุกประตู และเปิดให้คนทุกชาติทุกศาสนาเข้าไปเคารพพระศพที่ฝังอยู่เบื้องล่าง ด้านหน้าของสุสาน คือสุเหร่าฮัสซันที่เริ่มสร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 2 แต่ไม่สำเร็จ และพังลงจนเหลือแต่เพียงเสาไว้ 365 ต้น ในบริเวณกว้าง 183 x 139 เมตร  
      16:00 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติ ราบัต
      19.00 น. ออกเดินทางสู่สนามบินโดฮา โดยเที่ยวบินที่ QR 1463 (1900-0445+1) 

  • Day 11
    11) วันที่สิบเอ็ดของการเดินทาง: โดฮา - กรุงเทพฯ
    • 04.45 น. ถึงสนามบินโดฮา รอเปลี่ยนเครื่อง
      07.05 น. เหินฟ้ากลับกรุงเทพฯ โดยเที่ยวบินที่  QR 832 (07.05-17.45) 
      17.45 น. เดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยความปลอดภัย
Top