ทัวร์หวงซาน
ทัวร์
เอเชีย
ระยะเวลา
8 วัน
สายการบิน
วันเดินทาง
21-28 ต.ค. 2562 /11-18 พ.ย. 2562
Hilight

ทัวร์หวงซาน-จิ่วหัวซาน มณฑลอันฮุย ชื่อนี้ไม่ดังเท่า “หวงซาน” เพราะเป็นชื่อที่คนไทยรู้จักมักคุ้นกว่า จึงเป็นเหตุผลอันดีในการไปสัมผัสเส้นทางธรรมชาติมหัศจรรย์ของมณฑลอันฮุย ไปเที่ยวจริงๆเชิงลึกไม่ใช่การชะโงกทัวร์ เดินเที่ยวแบบสบายๆ ไม่รีบเร่งพร้อมกับการพักผ่อนอย่างมีระดับบนเขาหวงซานแบบอิ่มใจ เที่ยวคุ้มค่าทั้งเวลาและความสุข เยือนเมืองเอกของมณฑลอันฮุยอย่างเมืองถุนซี สีสันแห่งการช้อปปิ้งบนถนนคนเดินที่ครึกครื้นเต็มไปด้วยร้านค้าท้องถิ่นมากมาย หมู่บ้านมรดกโลกต้องห้ามพลาด ณ หงชุน เก่าแก่กว่า 800 ปีที่ชาวบ้านยังอาศัยอยู่จริงๆซึ่งสะท้อนให้เห็นการจัดการด้านการท่องเที่ยวชุมชนที่ดีของจีน เสมือนว่าย้อนเวลากลับไปหาอดีต และที่นี่ปรากฏดั่งสวรรค์ของจิตรกรฝึกหัดวาดฝีไม้ลายมืองามประจักษ์ตา อันฮุยเป็นแหล่งปลูกเก็กฮวยที่ขึ้นชื่อของจีนเพราะรสชาติดีกลิ่นหอมหวลเมื่อครั้งอดีตถูกนำไปถวายเป็นโอสถแด่ฮ่องเต้มาหลายยุคสมัย เติมเต็มจากธรรมชาติจัดสรร...ทุ่งดอกเรพซีดเหลืองอร่าม ณ โพชาน เที่ยวสนุกครบรสในคราวเดียว ไม่พลาดพาอิ่มอร่อยกับอาหารฮุยโจวที่ติดอันดับ 1 ใน 8 ของอาหารจีนชั้นเลิศ 

แผนการท่องเที่ยว
  • Day 1
    กรุงเทพฯ - หางโจว
    • 10.25 น. คณะพร้อมกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ณ อาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ชั้น 4 ประตู 10 เคาน์เตอร์ U โดยสายการบิน AIR CHINA โดยมีเจ้าหน้าที่ของบริษัทอำนวยความสะดวกในการเช็คอินด้านสัมภาระและเอกสารให้กับท่าน
      13.25 น.    เหินฟ้าสู่ เมืองหางโจว ประเทศจีน โดยสายการบิน AIR CHINA เที่ยวบินที่ CA734 
      (ใช้เวลาบิน 3 ชั่วโมง 55 นาที) (บริการอาหารบนเครื่องบิน)
      18.20 น.  เดินทางถึงสนามบินนานาชาติหางโจว เซียวซาน เมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและรับสัมภาระเรียบร้อยแล้ว นำท่านเดินทางสู่ใจกลางเมืองหางโจว ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากสนามบินฯ ราว 27 กิโลเมตรเพื่อตรงไปยังร้านอาหารทันที (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที)
      ค่ำ        รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
      เข้าสู่โรงแรมที่พัก Holiday Inn Xiao Shan Hotel  4*, Hangzhou
  • Day 2
    หางโจว - อุทยานพุทธธรรมจิ่วหัวซาน
    • เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม 
        นำท่านเดินทางไปยัง เขตจิ่วหัวซาน เมืองฉือโจว มณฑลอันฮุย ตั้งอยู่ห่างจากเมืองหางโจว โดยมีระยะทางราว 380 กิโลเมตร (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง 30 นาที) 
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
      บ่าย อุทยานพุทธธรรมจิ่วหัวซาน  (Jiuhua Shan Dayuan Culture Park) มีพื้นที่โดยรวมกว่า 1.9 ตารางกิโลเมตร ประกอบไปด้วย 3 โซนหลักๆ คือ โซนจุดชมวิวหลัก  โซนความประทับใจแห่งภูเขาจิ่วหัว และโซนศูนย์วัฒนธรรมทางพุทธศาสนาแห่งโลก ใช้เงินลงทุนก่อสร้างเกือบ 2 พันล้านหยวน
                     

      นำท่านเข้าชมอุทยานพุทธธรรมแห่งนี้โดยใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 2.5-3 ชั่วโมง เริ่มเดินเท้าเข้าชมบริเวณลานกว้างข้ามสะพานพลังทิพย์ทั้ง 5 สะพานที่สื่อคติแฝงทางพุทธศาสนาเรื่องวิปัสสนากรรมฐานที่เป็นหนทางแห่งความหลุดพ้นจากไตรภูมิและสังสารวัฏ แล้วเดินผ่านซุ้มประตูใหญ่เข้าสู่ลานหินสลักที่จำสลักภาพต่างๆ ที่บอกเล่าเรื่องราวในอดีตมุมต่างๆ และธรรมชาติในบริเวณแถบนี้ได้ดี ที่สำคัญยิ่งคือ การปูพื้นหินเป็นลายผ้าวีจรของตี้จ้างหวางที่สื่อถึงเหตุการณ์สำคัญของพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ที่จิ่วหัวซาน อันเป็นเหตุให้จิ่วหัวซานกลายเป็น 1 ใน 4 พุทธบรรพตคีรีที่สำคัญของจีน (อู่ไถซาน มณฑลซานซี  เอ๋อเหมยซาน ง้อไบ๊ มณฑลเสฉวน และ ผู่โถวซาน มณฑลเจ้อเจียง) 
      จากนั้นเดินต่อผ่านบริเวณบันไดต้นแปะก๊วยเข้าไปยังบริเวณบ่อน้ำพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวที่ชาวจีนนิยมมาทำบุญปล่อยปลาปล่อยเต่าเพื่อต่ออายุตนเองและต่อชีวิตของสัตว์เหล่านั้น แล้วเดินต่อเข้าไปยังภายในอาคารใหญ่ที่จัดแสดงผลงานศิลปะชั้นสูงเชิงพุทธศิลป์จำนวนมากที่เกี่ยวเนื่องกับพระกษิติครรถ์
      โพธิสัตว์และวัดวาอารามต่างๆในบริเวณจิ่วหัวซาน โดยเฉพาะงานแกะ
      สลักหินและงานแกะสลักไม้ที่ถือว่าเป็นสุดยอดชิ้นงานโบว์แดงเอกลักษณ์
      ของชาวอันฮุย สิ่งสำคัญที่สำคัญที่สุดภายในอาคารหลังนี้คือ องค์พระกษิติครรภ์
      โพธิสัตว์หยกขาวปางสมาธิ ซึ่งใช้หยกมหึมาเพียงก้อนเดียวจำสลักออกมาอย่าง
      วิจิตรพุทธลักษณะงดงามอ่อนช้อย เปล่งรัศมีแห่งความเมตตากรุณาอย่างหาที่สุดมิได้ เชิญท่านกราบนมัสการพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์เพื่อความสุขและเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตของท่านสืบไป 
      จากนั้นนำท่านนั่งรถของอุทยานไปยังบริเวณภูเขาด้านหลังอันเป็นที่ประดิษฐานขององค์พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ปางประทับยืน อยู่กลางแจ้งที่สูงที่สุดในโลก มีความสูงถึง 99 เมตร โดยมีนัยสำคัญคือ ภิกษุตี้จ้างหวางได้เดินทางมาถึงที่จิ่วหัวซานตอนอายุ 24 ปีและได้จำพรรษาที่นี่ถึง 75 ปีจนบรรลุธรรม และมรณภาพในปีค.ศ.794 ตอนสิริอายุ 99 ปี เป็นประการหนึ่ง และอีกหนึ่งประการ คือ ที่จิ่วหัวซานมีจำนวนวัดทั้งหมด 99 วัดนั่นเอง ซึ่งทุกวัดรวมตัวช่วยกันหาเงินบริจาคมาสร้างองค์พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์จนสำเร็จเสร็จสิ้น  ปกติรูปลักษณ์ของพระโพธิสัตว์องค์นี้มักทำเป็นรูปพระภิกษุมหายานปลงพระเกศาโดยหัตถ์ขวาทรงถือไม้เท้าใช้เปิดประตูนรก ส่วนหัตถ์ซ้ายทรงถือแก้วมณีสารพัดนึกเพื่อประทานแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิดของขุมนรกให้แก่สรรพสัตว์เพื่อความหลุดพ้นจากกองทุกข์จนสิ้นไป
                                
        
      เมื่อได้เวลาพอสมควร นำท่านเดินทางต่อไปยังโรงแรมที่พัก เพื่อพักผ่อนอย่างอิสระตามอัธยาศัย
      ค่ำ        รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
      เข้าสู่โรงแรมที่พัก Jiarun Gloria Grand Hotel  5*, Jiuhaushan 

  • Day 3
    จิ่วหัวซาน - วัดหัวเฉิน - วัดไป่สุ่ย - วิหารโย้วเซินเตี้ยน - วัดเทียนไถ
    • เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม 
      นำท่านขึ้นรถประจำทางขององค์กรท่องเที่ยวท้องถิ่นไปยัง หมู่บ้านจิ่วหัวเจีย  ที่ตั้งอยู่ในใจกลางหุบเขาฝู่หรง ณ ระดับความสูง 640 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล อันเป็นจุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวบนเขาจิ่วหัวซาน เริ่มต้นเดินชม วัดหัวเฉิน เป็นวัดแรกและวัดที่เก่าแก่ที่สุดในจิ่วหัวซาน ว่ากันว่าเริ่มสร้างวัดเล็กๆเป็นครั้งแรกในปีค.ศ. 401 โดยพระภิกษุชาวอินเดียนามว่า ฮ้วยตู๋ ในยุคสมัยของราชวงศ์จิ้น ต่อมาได้ถูกเรียกชื่อว่าวัดหัวเฉินตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถังในปีค.ศ. 781 จนถึงปัจจุบัน วัดแห่งนี้ได้รับการบูรณะเรื่อยมาแต่ยังคงรักษาสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมไว้ ที่นี่เป็นดั่งพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุมรดกล้ำค่าต่างๆมากมายกว่า 1,800 ชิ้น รวมถึงพระสูตรเก่าแก่เล่มต่างๆ และพระไตรปิฎกอีกด้วย จากนั้นเดินต่อไปยังจุดขึ้นกระเช้ารถรางไป่สุ่ย เพื่อขึ้นไปบนเขาตงเฟิง แล้วพาท่านเดินต่อไปตามสันเขาราว 180 เมตรจนถึง วัดไป่สุ่ยกง หรือ วัดร้อยปี  วัดแห่งนี้เริ่มสร้างขึ้นในรัชสมัยว่านลี่แห่งราชวงศ์หมิง โดยมีพระภิกษุนามว่า หวู่เสีย ได้เดินทางมาถึงที่นี่แล้วได้มาปลูกสร้างอาศรมเพื่อบำเพ็ญธรรมอยู่บนเขาแห่งนี้จนถึงอายุ 126 ปี โดยท่านกินผลไม้ป่าเป็นอาหาร ท่านใช้เวลากว่า 20 ปีในการคัดลอกพระสูตรในคัมภีร์มหายาน โดยใช้ผงทองผสมกับเลือดจากลิ้นของท่านบันทึกไว้ทิ้งเป็นมรดกธรรมถึง 81 เล่ม 
      ยังคงเก็บรักษาอยู่ในสภาพดีจนทุกวันนี้ และได้ถูกจัดเป็นศิลปวัตถุโบราณ
      ล้ำค่าของจีน นำท่านเข้ากราบสักการะขอพรเรื่องสุขภาพและอายุยืนยาวจาก
      สรีระสังขารหุ้มทองคำของพระเถระหวู่เสียที่ไม่เน่าเปื่อย ซึ่งตั้งประดิษฐานอยู่ภาย
      ในวิหารหลักที่สร้างครอบยอดเขาเอาไว้ซึ่งจักรพรรดิฉงเจินแห่งราชวงศ์หมิงได้พระราชทาน
      นามให้ว่า “โพธิสัตว์นิรมาณกาย” (อิ้งเซิงผ่อสัก) เชื่อกันว่าท่านคือ นิรมาณกายของพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ วัดนี้ถือเป็นวัดศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งที่ชาวอันฮุยเคารพนับถือมากที่สุดบนเขาจิ่วหัวซาน 
      นำท่านเดินเข้าไปชม วิหารถ้ำพระแม่กวนอิม (Guanyin Cave) ซึ่งมีประวัติความเป็นมาที่น่าอัศจรรย์ใจ กล่าวคือ เกิดจากปรากฏการณ์ฟ้าผ่าลงมาที่ก้อนหินใหญ่บนภูเขาจิ่วหัวจนแตกลงมาปรากฏเป็นรูปพระแม่กวนอิม ชาวบ้านก็เกิดศรัทธาอย่างสูงจึงนำทองมาปิดทับรูปองค์ท่านไว้เพื่อกราบบูชา เชิญกราบมนัสการขอพรเพื่อความสำเร็จในชีวิตแบบฉับพลันด้วยใจมุ่งมั่นศรัทธา 
      นำท่านเดินไปยังจุดชมวิว พระพุทธไสยาสน์แปดยอดเขา (Natural Sleeping Buddha) ในวันที่ท้องฟ้าโปร่งใส ท่านจะเห็นยอดเขาทั้งแปดลูกของเทือกเขาหัวไถ่ที่ทอดตัวยาวเรียงกันปรากฏเป็นรูปพระพักตร์ของพระนอนได้แจ่มชัด โดยเฉพาะส่วนที่เห็นอวัยวะทั้งห้าบนใบหน้าชัดเป็นตา หู จมูก ปาก และคาง อิสระให้ท่านได้ถ่ายรูปภาพเป็นที่ระลึก เมื่อได้เวลาพอสมควร เดินไปที่จุดลงกระเช้ารถราง เพื่อไปชมวัดที่อยู่เบื้องล่างต่อไป ณ วิหารโย้วเซินเตี้ยน หรือ วัดพระองค์แท้ มีเจดีย์เก็บรักษาสรีระองค์จริง (กายเนื้อ) ของพระมหาเถระกิมเคียวกัก หรือในนามว่า พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ (ตี้จ้างหวาง) เมื่อปีพ.ศ.1239 ท่านจุติลงมาเป็นมกุฎราชกุมารแห่งอาณาจักรซิงลอก๊ก ( เกาหลีใต้) มี
      พระนามว่า “กิมเคียวกัก” หน้าผากท่านจะนูนโปน ร่างสูง 7 ฟุต มีพละกำลังมหาศาลดุจคนเป็นร้อย รูปลักษณ์ดุ แต่จิตเปี่ยมไปด้วยเมตตา ฉลาดหลักแหลม ท่านปลงผมออกบวชเมื่ออายุ 24 ปีได้เดินทางล่องเรือจากซิงลอมาถึงแดนเจียงหนัน ประเทศจีน เพื่อแสวงหาความวิเวกสงบตามป่าเขา ครั้นลุเขาถึงภูเขาจิ่วหัวซานก็รับรู้โดยญาณว่า พื้นที่นี้เป็นของท่านหมิ่นยั่งเหอ ท่านเศรษฐีแห่งอำเภอชิงหยาง ท่านจึงได้ขอบิณฑบาตที่ดินเท่ากับหนึ่งจีวรจากท่านเศรษฐี
      และเศรษฐีตกลงมอบที่ดินให้แต่กลับต้องตกใจ เมื่อท่านกิมเคียวกักคลี่จีวรออก แล้วปาขึ้นฟ้า ปรากฏว่าผ้าจีวรคลุมยอดเขาถึง 9 ยอด เมื่อท่านเศรษฐีคลายจากการตกตะลึง ก็ให้ยินดีและรีบฝากบุตรชายให้เป็นลูกศิษย์รับใช้ท่านกิมเคียวกัก และได้ช่วยกันสร้างวัดขึ้นที่นี่ ต่อมาตัวท่านเศรษฐีเองก็ได้ออกบวชเป็นศิษย์ด้วย มีผู้คนหลั่งไหลมาปฏิบัติอย่างมากมายทำให้ดินแดนนี้เป็นพุทธมณฑลที่ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นธูปควันเทียนตลอดเวลา ท่านอยู่โปรดสัตว์ได้ 75ปี จึงละสังขารเมื่ออายุ 99 ปี นั่งดับขันธ์ด้วยอาการสงบ 
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
      บ่าย นำท่านเดินทางไปที่จุดขึ้นกระเช้าไฟฟ้าสถานีเทียนไถ เพื่อชม วัดเทียนไถ (Tiantai Temple’s Daxiong Baodian)  เป็นวัดที่ตั้งอยู่สูงที่สุดบนภูเขาจิ่วหัวซานในระดับความสูง 1,306 เมตร ณ บริเวณยอดเขาเทียนไถ หรืออีกชื่อหนึ่งว่า “ยอดเขาระเบียงสวรรค์” ซึ่งยอดเขาแห่งนี้สูงเป็นอันดับสองรองจากยอดเขาซีหวาง ณ 1,342 เมตรต่างกันเพียงเล็กน้อย มีคำกล่าวไว้ว่า “ท่านยังมาไม่ถึงจิ่วหัวซานหากปราศจากการมาเยือนที่ยอดเขาระเบียงสวรรค์”  วัดแห่งนี้มีวิหารต้าเซียงเปาเตี้ยน ซึ่งแปลความได้ว่า หอโถงขุมทรัพย์แห่งวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ เป็นวิหารศักดิ์สิทธิ์สำหรับชาวพุทธที่นี่ เพราะเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้เป็นจุดกึ่งกลางที่เชื่อมต่อระหว่างสรวงสวรรค์และโลกมนุษย์ เมื่อท่านยืนอยู่ที่ด้านบนวัด จะสามารถมองเห็นแม่น้ำแยงซีได้อย่างรางๆ พร้อมสัมผัสลมโชยแผ่วเบาในอ้อมกอดของเทือกเขาทำให้ท่านสุขสงบอย่างน่าประหลาดใจ ที่นี่ยังได้ชื่อว่า “รุ่งอรุณแห่งเทียนไถ” เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยที่สุดของจิ่วหัวซาน 
      เย็น        รับประทานอาหารเย็น ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
      เข้าสู่โรงแรมที่พัก Dong Ya Hotel , Jiuhaushan  (ที่พักบนเขา) 




       



                  
  • Day 4
    จิ่วหัวซาน - หวงซาน
    • เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม 
      นำท่านขึ้นรถประจำทางขององค์กรท่องเที่ยวท้องถิ่นกลับลงไปยังอาคารสถานีขนส่งหลักเบื้องล่าง แล้วเปลี่ยนรถบัสเพื่อเดินทางต่อสู่ เขาหวงซาน (ระยะทางราว 190 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง) 
      เขาหวงซาน (Huangshan Mountain) เป็นภูเขาหินซึ่งส่วนใหญ่เป็นหินแกรนิต หวงซานมีชื่อเสียงมาจากทิวทัศน์ที่สวยงามดุจดั่งภาพวาด และมียอดเขาสูงถึง 108 ยอด (36 ยอดเขาใหญ่ และ 72 ยอดเขาเล็ก) บรรดายอดเขาสูงนี้มี 3 ยอดเขาหลักที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ยอดเขาเหลียนฮวา (莲花峰) ยอดเขากวงหมิง (光明顶) ยอดเขาเทียนตู(天都峰) ทั้งสามยอดเขานี้ล้วนมีความสูงกว่า 1,800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล  สูงที่สุดก็คือ  ยอดเขาเหลียนฮวาที่มีความสูงถึง 1,864 เมตร นอกจากนี้เขาหวงซานก็มี 3 แปลกให้ชม คือ (1) ต้นสนแปลกๆปกคลุมอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น สนต้นรับแขก  สนส่งแขก สนสามัคคี และสนเขี้ยวมังกร เป็นต้น (2) หินแปลกๆ จำนวนไม่น้อย อาทิเช่น หินบินมา หินเซียนทอผ้า หินสิงโตชมทะเล และหินหลังปลาตะเพียน เป็นต้น (3) เมฆแปลกๆ (ทะเลหมอก) ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ทุกๆบริเวณ แต่รูปร่างอาจไม่เหมือนกัน แล้วแต่สภาพภูมิอากาศในแต่ละช่วง ที่สำคัญสุดคือ เขาหวงซานมีภูมิประเทศสวยงามและมีความหลากหลายทางธรรมชาติ จึงได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์กรยูเนสโก้ให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติเมื่อปีค.ศ.1990  ดั่งสมญานามของเขาหวงซานที่ว่า “ใต้หล้าเขาแปลกอันดับหนึ่ง” 
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
      บ่าย นำท่านขึ้นสู่ เขาหวงซาน โดยกระเช้าไฟฟ้าสถานีไท่ผิง เชื่อมต่อระหว่างจุดชมวิวซ่งกู่กับยอดเขาซิงหลิน กระเช้ามีระยะทางยาว 3.7 กิโลเมตร และใช้เวลาเดินทางราว 15 นาที  จากนั้นนำท่านเดินเท้าไปยังโรงแรมที่พักเพื่อเช็คอินและพักผ่อนเปลี่ยนอิริยาบถสักเล็กน้อย แล้วเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อการเดินเท้าไปชมสถานที่จุดชมวิวต่างๆ บริเวณ  Songgu Scenic Area โดยรอบ พาชมตามคอนเซ็ปท์ “เมฆหมอก ทะเลภู มวลหมู่ต้นสน” เก็บภาพความงดงามของต้นสนที่มีอายุยืนยาวเก่าแก่และมีรูปลักษณ์แปลกตาแผ่กิ่งก้านเขียวชะอุ่มคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเขาหวงซานอย่างอบอุ่น และเก็บภาพความสวยงามแปลกตาของบรรดาภูเขาหินรูปทรงต่างๆตามแต่จินตนาการของมนุษย์ท่ามกลางบรรยากาศเมฆหมอกที่ลอยปกคลุมทั่วภูเขา  สวยงามเกินคำบรรยายดั่งปรากฎเป็นคำกล่าวเปรียบเปรยว่า “ไปจิ่วไจ้โกวกลับมาไม่ดูน้ำ หากไปหวงซานกลับมาไม่ดูเขา”  ก่อนตะวันชิงพลบ นำท่านไปชมพระอาทิตย์ตกดิน ณ เขาหวงซาน (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในวันนั้นๆ)
      ค่ำ        รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
      เข้าสู่โรงแรมที่พัก Xihai Hotel , Huangshan (ที่พักบนเขา) 

  • Day 5
    หวงซาน
    • เช้าตรู่ ตื่นรับอรุณเช้าวันใหม่ อิสระชมพระอาทิตย์ขึ้น ณ บริเวณระเบียงโรงแรมที่พัก 
      เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม 
      เตรียมตัวให้พร้อมอีกครั้งเพื่อการเดินเท้าไปชมสถานที่จุดชมวิวต่างๆที่บริเวณ Yuping Scenic Area โดยรอบ พาท่านชมตามกลิ่นไอของ “เมฆหมอก ทะเลภู มวลหมู่ต้นสน” เนื่องจากจุดชมวิวในแต่ละโซนจะมีความสวยงามของธรรมชาติที่จัดสรรไว้แตกต่างกันออกไป พร้อมร่วมกันใช้จินตนาการในการมองทิวทัศน์ต่างๆ อย่างรื่นเริงบันเทิงใจ เชิญท่านเก็บรูปภาพแห่งความประทับใจ ณ เขาหวงซาน 
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
      บ่าย ชาร์จพลังเต็มอิ่มเพื่อการเดินเท้าไปชมสถานที่จุดชมวิวต่างๆที่บริเวณ Beihai Scenic Area โดยรอบ ครั้นได้เวลาพอสมควร นำท่านเดินทางกลับสู่โรงแรมที่พัก เพื่อพักผ่อนตามอัธยาศัย
      เย็น        รับประทานอาหารเย็น ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
      เข้าสู่โรงแรมที่พัก Xihai Hotel , Huangshan (ที่พักบนเขา) 
                          
  • Day 6
    หวงซาน - หงชุน - ป่าไผ่มู่เกง - ซุ้มประตูโค้งโบราณถังเยว่
    • เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม 
      เช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรม นำท่านลงจากเขาหวงซาน โดยใช้กระเช้าไฟฟ้าสถานีไท่ผิง แล้วเปลี่ยนมานั่งรถบัสเพื่อ 
      เดินทางต่อสู่ หมู่บ้านโบราณหงชุน (ระยะทางราว 35 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง) 
      หงชุน เป็นหมู่บ้านตั้งอยู่ในมณฑลอันฮุย อำเภออี อยู่ไม่ไกลจากหวงซาน สิ่งก่อสร้างโบราณและหุบเขาธรรมชาติได้รังสรรค์ให้หมู่บ้านมีเสน่ห์น่าหลงใหล อิฐแต่ละก้อนถูกแฝงไปด้วยเรื่องราวและความทรงจำชวนให้ผู้คนระลึกย้อนไปในอดีต ปราการธรรมชาติตลอดจนหุบเขากว้างใหญ่ไพศาลสร้างความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายแก่ผู้มาเยือน       
              หมู่บ้านหงชุน มีความหมายว่า “หมู่บ้านที่ยิ่งใหญ่” ปัจจุบันหมู่บ้านแห่งนี้มีอาคารสถาปัตยกรรมเก่าแก่ตั้งแต่สมัย

      ราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงหลงเหลือตกทอดมาทั้งหมด 140 หลัง 
      อาคารที่มีชื่อเสียงที่สุด คือ คฤหาสน์ของพ่อค้าเกลือชื่อว่าหวางติ้งกุ้ย คฤหาสน์
      “เฉิงจื้อถัง” สร้างในสมัยราชวงศ์ชิงใน ปี ค.ศ.1855 นอกจากนี้ยังมีอาคารอื่นๆ 
      อาทิ โรงเรียน ศาลบรรพชน เพราะในหมู่บ้านแห่งนี้นิยมให้บุตรหลานอ่านออกเขียนได้ 
      ไม่ว่าครอบครัวตนจะมีฐานะเป็นเช่นใด ดังนั้นเด็กๆจะรวมตัวกันเรียนหนังสือในโรงเรียนประจำหมู่บ้าน ส่วนศาลบรรพชนก็ใช้เป็นที่บวงสรวงบูชาบรรพชนประจำหมู่บ้าน โดยเชื่อว่าต้นตระกูลเป็นขุนนางจากทางเหนือหลีกหนีภัยสงครามลงมาทางใต้  สถาปัตยกรรมของบ้านเรือนในหมู่บ้านแห่งนี้ถือเป็นสถาปัตยกรรมแบบเจียงหนาน (ทางใต้แม่น้ำแยงซีเกียง) นิยมใช้หลังคาสีดำ ปลายหลังคางอน และผนังสีขาว มีการใช้วัสดุก่อสร้างพื้นฐานจากไม้ หิน และอิฐ อย่างไรก็ตามก็ยังมีลักษณะเฉพาะตัวแตกต่างจากถิ่นอื่น ถือเป็นสถาปัตยกรรมเฉพาะของมณฑลอันฮุย เรียกว่า สถาปัตยกรรมแบบฮุยโจว อาทิ รูปแบบการสร้างอาคาร การสร้างอาคารนิยมสร้างชิดติดกัน ตัวอาคารนิยมสร้างทำกำแพงสูงเหนือหลังคาขึ้นมา เรียกว่า กำแพงกันไฟ และบนกำแพงกันไฟนี้นิยมทำหลังคาเป็นรูปสี่เหลี่ยมซ้อนกันขึ้นไปหลายๆชั้น เรียกว่า กำแพงแบบหัวม้า ส่วนในด้านโครงสร้างอาคาร นิยมใช้คานขนาดใหญ่รองรับน้ำหนัก และมีการสลักเสลาลวดลายบนตัวคานนั้นๆ ตลอดจนลานกลางบ้านที่เรียกว่า เทียนจิง นิยมทำขนาดเล็ก เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นลักษณะพิเศษที่โดดเด่นโดยเฉพาะของสถาปัตยกรรมแบบอันฮุย
      ความโดดเด่นของหมู่บ้านหงชุนนอกจากจะอยู่ที่สถาปัตยกรรมในตัวอาคารแล้ว ยังอยู่ในการวางผังของหมู่บ้าน ที่ทำตามหลักของฮวงจุ้ย ซึ่งเป็นหลักภูมิสถาปัตย์ของจีน ลักษณะแผนผังการจัดวางบ้านเรือนภายในหมู่บ้านแห่งนี้ดูคล้ายกับโครงสร้างของตัววัว โดยเปรียบเทียบยกให้เนินเขาเหลยกังเป็นเสมือนหัววัว มีต้นไม้สองต้นใหญ่ปลูกอยู่แบบคู่ขนานเปรียบเสมือนเขาวัว นอกจากนั้นหมู่บ้านยังมีสะพาน 4 แห่ง ซึ่งเปรียบได้กับขาวัว ส่วนบ่อน้ำใหญ่กลางหมู่บ้านเปรียบดั่งกระเพาะวัว ส่วนลำตัวของวัวคือบรรดาบ้านเรือนต่างๆของชาวบ้านในหมู่บ้านนั่นเอง
      ด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์และความงดงามจากฝีมือมนุษย์และธรรมชาติจัดสรรทำให้หมู่บ้านหงชุนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อปีค.ศ. 2000
      เดินทางต่อไปยัง ป่าไผ่มู่เกง (Mukeng Bamboo Forest) ตั้งอยู่ในอำเภออี ห่างจากหมู่บ้านโบราณหงชุนเพียง 5 กิโลเมตร ที่นี่เต็มไปด้วยต้นไผ่ขนาดยักษ์จำนวนมากและมีหมู่บ้านมู่เกงและหุบเขารายล้อมอยู่ สถานที่นี้มีชื่อเสียงเพราะเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Crouching Tiger, Hidden Dragon เมื่อปีค.ศ.2001 โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลออสการ์ชนะเลิศ 4 รางวัล นำท่านไปชมความสวยงามของทิวทัศน์ธรรมชาติในบริเวณแถบนั้น
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
      บ่าย เดินทางต่อไปชม ซุ้มประตูโค้งโบราณถังเยว่ (ระยะทางราว 75 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง 30 นาที)
      เป็นซุ้มโค้งประตูโบราณที่ใหญ่ที่สุดของจีน สร้างในราชวงศ์หมิงและชิง กลุ่มซุ้มประตูเกียรติยศถังเยว่ของตระกูลเปาเรียงราย 7 ซุ้ม อยู่เคียงข้างกับศาลบูชาบรรพบุรุษตุนเปิ่นถาง (สำหรับสุภาพบุรุษ) และศาลบูชาบรรพสตรีชิงอี้ถาง (สำหรับสุภาพสตรี) ได้รับพระราชทานให้สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง 3 ซุ้มและราชวงศ์ชิง 4 ซุ้ม ที่มีชื่อเสียงสูงสุดในเขตหมู่บ้านวัฒนธรรมฮุยโจวและเป็นเพียงหนึ่งเดียวของจีนที่ยังคงหลงเหลืออยู่ (ส่วนใหญ่จะถูกทุบทำลายในสมัยปฏิวัติวัฒนธรรม) สะท้อนให้เห็นถึงเกียรติประวัติอันยิ่งใหญ่ของบรรพชนตระกูลเป้าที่เจริญต่อเนื่องมายาวนานถึง 18 รุ่นล้วนแต่ถูกปลูกฝังอบรมให้ดำเนินวิถีชีวิตตามคติธรรมของบรมครูขงจื้อ นักปราชญ์จูซีที่น่ายกย่อง โดยทั้งเจ็ดซุ้มประตูนี้สามารถเรียงลำดับคุณธรรมอันโดดเด่นของบุคคลที่ได้รับการเชิดชูเกียรติดังนี้ อันได้แก่ ซุ้มที่ 1 - จง (ซื่อตรง จงรักภักดี) ซุ้มที่ 2 - เสี้ยว (กตัญญูกตเวที) ซุ้มที่ 3 - เจี๋ย (เกียรติภูมิ ศักดิ์ศรี) ซุ้มที่ 4 - อี้ (คุณธรรม ความซื่อสัตย์)  ซุ้มที่ 5 - เจี๋ย ซุ้มที่ 6 - เสี้ยว และซุ้มที่ 7 - จง โดยเฉพาะประตูที่ 3 และ 5 นั้น สร้างขึ้นเพื่อเชิดชูยกย่องสตรีอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในสังคมศักดินาจีนทั่วไป 
      เมื่อสมควรแก่เวลา เดินทางสู่ เมืองถุนซี (ระยะทางราว 65 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที)



      ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารท้องถิ่น 
      เข้าสู่โรงแรมที่พัก Crown Plaza Huangshan Hotel 5*, Tunxi  
  • Day 7
    ถุนซี - ถนนโบราณถุนซี - หางโจว
    • เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม 
      อิสระให้ท่านเพลิดเพลินกับการช้อปปิ้งบน ถนนโบราณถุนซี เป็นถนนคนเดินสายเล็กๆ ยาว 1.2 กิโลเมตร ตั้งอยู่ใจกลางเมืองถุนซี จุดเด่นของถนนสายนี้อยู่ที่อาคารสองฝั่งสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่ง หมิงและชิงที่ได้ร้บการอนุรักษ์ไว้อย่างดีจนกระทั่งปัจจุบัน ถนนสายนี้ถือเป็นหนึ่งในสิบถนนโบราณทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงของจีน มีร้านขายอาหารท้องถิ่น ร้านขายงานศิลปะ ภาพวาด เครื่องปั้น หินสลัก เครื่องประดับ เครื่องเรือน เครื่องแต่งบ้าน ชาจีน ฯลฯ เป็นต้น
      เดินทางกลับสู่ หางโจว (ระยะทางราว 220 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง) 
      กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
      หางโจว (Hangzhou) เป็นเมืองหลวงของมณฑลเจ้อเจียงซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่ 1 ใน 6 ของประเทศจีน ปัจจุบันเมืองหางโจวถือเป็นเมืองที่อยู่ในเขตภาคตะวันออกที่ได้รับการพัฒนาอย่างสูงสุดแล้ว และเป็นเมืองที่มีความสำคัญทั้งทางเศรษฐกิจและมีวัฒนธรรมที่ยาวนาน จัดเป็นเมืองอุตสาหกรรมสมัยใหม่และเมืองดิจิตอลไร้สาย ที่สำคัญ คือ มีใบชาและผ้าไหมเป็นสินค้าส่งออกหลักอันโด่งดังไปทั่วโลก นอกจากนั้นเมืองหางโจวยังมีทะเลสาบใหญ่อันสวยงาม และเป็นสัญลักษณ์ของเมืองชื่อว่า ทะเลสาบซีหู (West Lake) ดังบทกวีของจีนที่ว่า "หากฟากฟ้ามีสรวงสวรรค์ บนผืนปฐพีก็มี ซู หัง” (ซู คือ ซูโจว / หัง คือ หางโจว) 
      นำท่านเดินทางไปชม ทะเลสาบซีหู เป็นทะเลสาบที่มีความสวยงามติดอันดับต้นๆ ของจีน โดยเมื่อมองทะเลสาบซีหูจากบนฝั่งจะเห็นทิวทัศน์กว้างขวาง ล้อมรอบด้วยภูเขาทั้ง 3 ด้าน พื้นน้ำใสสะอาดราวกับกระจกที่สะท้อนกับภูเขางามตระการตาพร้อมหมู่พฤกษานานาพันธุ์ ทำให้ทะเลสาบแห่งนี้กลายเป็นแหล่งสร้างแรงบันดาลใจของเหล่านักกวี หลายยุคหลายสมัยให้สะบัดปลายพู่กันเขียนชื่นชมพรรณนาความงามของทะเลสาบซีหูอย่างหลงใหลจนเป็นบ่อเกิดของบทกวีและนิยายดังหลายเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น มีกวีจีนบทหนึ่งกล่าวเปรียบเปรยไว้ว่า “ซีหูเหมือนนางไซซี ไซซีสวยทุกอริยาบถ ซีหูสวยทุกฤดูกาล” ดังนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ทะเลสาบซีหูได้รับการขึ้นทะเบียนโดยองค์การยูเนสโก้ให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อปีค.ศ. 2011
      นำท่าน ล่องเรือในทะเลสาบซีหู เพื่อชมความสวยงามของทะเลสาบแห่งนี้โดยรอบ ซึ่งท่านจะได้พบกับ เจดีย์เหลยเฟิง หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “เจดีย์นางพญางูขาว” ที่มาของชื่อนี้มาจากวรรณกรรมจีนคลาสสิคเรื่อง “นางพญางูขาว” นั้นได้กล่าวถึงนางงูขาวไป๋ซู่เจิน ซึ่งเป็นงูที่บำเพ็ญตบะมานานนับพันปีและสุดท้ายได้พบรักกับมนุษย์ ทำให้ถูกพระฝาไห่คุมขังไว้ใต้เจดีย์เหลยเฟิงแห่งนี้ โดยเจดีย์นี้เป็นเจดีย์ 8 เหลี่ยม สูง 5 ชั้น อยู่ทางทิศใต้ของทะเลสาบ ตั้งอยู่บนยอดเขาเป่าซื่อซาน สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 977 ปัจจุบันเจดีย์นี้ถูกบูรณะสร้าง
      ขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อต้อนรับศตวรรษใหม่และฟื้นฟูทัศนียภาพเดิมให้กลับ
      มาอีกครั้ง โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญไปที่การรักษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์
      วัฒนธรรม รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวของเมืองหางโจวให้เข้ากับยุคสมัย 
      ทำให้เจดีย์เหลยเฟิงที่ท่านเห็นอยู่นี้มีความสมบูรณ์คงงามสง่าและถ่ายทอดเรื่องราว
      จากอดีตมาสู่ปัจจุบันได้เป็นอย่างดี
      เย็น        รับประทานอาหารเย็น ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
      19.00 น.    เดินทางถึงสนามบินนานาชาติหางโจว เซียวซาน เตรียมตัวเช็คอินสำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ
      22.00 น.    เหินฟ้าสู่ กรุงเทพฯ ประเทศไทย โดยสายการบิน AIR CHINA เที่ยวบินที่ CA715 
      (ใช้เวลาบิน 3 ชั่วโมง 55 นาที) (บริการอาหารบนเครื่องบิน)
           

  • Day 8
    กรุงเทพฯ
    • 00.55 น.       เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ
Top